เวลาเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยดีๆระดับโลก ผมจะหาเวลาไปเดินชมมหาวิทยาลัยแห่งนั้นเสมอ
เพื่อสัมผัสกับกลิ่นอายความขลังของสถานที่ และแอบชื่นชมสติปัญญาของครูบาอาจารย์และนักวิจัยระดับสุดยอดของที่นั่น มันเป็นอะไรที่ทำให้ผมอิ่มเอิบหัวใจอย่างมากทุกครั้งไป
ครั้งหลังสุด ได้มีโอกาสไปสัมผัสมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่มีประวัติอันยาวนานมาถึง 800 ปี ไปยืนถ่ายรูปคู่กับต้นแอปเปิ้ล ที่เล่ากันว่า เซอร์ ไอแซค นิวตัน นั่งอยู่ใต้ต้นนั้น แล้วเห็นผลแอปเปิ้ลหล่นลงมา ทำให้เขาค้นพบ “กฏแห่งแรงโน้มถ่วง” (ถ้าเป็นตรงนั้นจริง ต้นแอปเปิ้ลที่เห็น ก็คงเป็นรุ่นหลานของหลานของต้นแรก) จากนั้นได้ไปชมห้องทำงานของชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้เขียน “ทฤษฏีวิวัฒนาการ”....บอกได้อย่างเดียวว่า ทำให้ผมเกิดจินตนาการ ย้อนเวลาหาอดีต ไปไกลโขเลยทีเดียว
วันนี้เรื่องราวของนักวิทยาศาสตร์ของเคมบริดจ์ อีกคนหนึ่ง ซึ่งยิ่งใหญ่ระดับโลกและยังมีชีวิตอยู่ ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่เมืองไทย เรื่อง “Theory of Everything” พระเอกของเรื่องก็คือ สตีเฟ่น ฮอร์กิ้งส์ นักวิทยาศาสตร์ร่างพิการ วัย 73 ปี
Theory of Everything คือ “ทฤษฏีสุดท้าย” ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะค้นพบ ซึ่งสามารถอธิบายได้ทุกอย่างเกี่ยวกับสุริยะจักรวาล สตีเฟ่น เองเป็นผู้มีผลงานเด่นเกี่ยวกับ “หลุมดำ” บนดวงอาทิตย์ และเรื่องราวของ“กาลเวลา” ถึงแม้ว่าศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์นี้อาจเข้าใจยาก แต่ภาพยนตร์ก็เน้นชีวิตรักของสตีเฟ่นในวัยหนุ่ม การถ่ายทำในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทำให้ผมซึมซับกับจินตนาการพอสมควร เพราะเพิ่งไปสัมผัสสถานที่จริงมาไม่นานนัก
สตีเฟ่น เริ่มป่วยด้วยโรคร้ายแรงตั้งแต่กำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกส์ฟอร์ด ในวัยเพียง 21 ปี หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 ปี เท่านั้น แต่เขากลับยืนหยัด และพิสูจน์ให้เห็นเหนือความคาดหมายใดๆ เขาอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ แม้เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดอย่างน้อยสองครั้งแล้ว ก็ตาม
สตีเฟ่น ฮอร์กิ้ง ไม่ได้อยู่ไปวันๆ แต่อยู่อย่างมีคุณค่าและมีผลงานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นนักวิทยาศาสตร์พิการ และร่างกายเสื่อมโทรมลงไปอย่างมากตั้งแต่วัยหนุ่มร่างกายเคลื่อนไหวได้น้อยลงไปเรื่อยๆปัจจุบันเกือบจะไม่มีส่วนใดของร่างกายเคลื่อนไหวได้เลย แต่ที่มองไม่เห็น และยังปราดเปรื่องเยี่ยมยอดตลอดมา ก็คือมันสมองอัฉริยะของเขา
สตีเฟ่น นั่งรถเข็นและไม่สามารถพูดได้ ผลงานอันเป็นเลิศทั้งหลาย มาจากห้องวิจัยเล็กๆ คือมันสมองของเขาเท่านั้น เขามีอุปกรณ์ช่วยพูดและช่วยเขียนที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทแห่งหนึ่งในอเมริกา แต่เขาก็ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด
ความจริง คนธรรมดาอย่างเรา กว่าจะเขียนบทความสักเรื่องหนึ่งให้มีเนื้อหาสาระ และน่าอ่านได้ ก็ต้องใช้เวลาค้นคว้าหาข้อมูลจากหนังสือ และจากอินเตอร์เน็ต นานหลายชั่วโมง และยังต้องใช้เวลาเขียนอีกนานเช่นกัน แต่ความเหนื่อยยากนั้น คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความยากลำบากของสตีเฟ่น ฮอร์กิ้ง ในการที่จะเขียนผลงานออกมา
ผู้ชายที่พิการมาตั้งแต่หนุ่ม คงดำเนินชีวิตจนประสบความสำเร็จระดับโลกไม่ได้ ถ้าไม่มี “ผู้หญิงคนหนึ่ง” ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา เธอคือ เจน นักศึกษาสาวสวย ที่ได้มอบความรัก และร่วมชีวิตกับเขา ทั้งๆที่หมอเพิ่งพบว่าเขาเป็น “โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง” หรือ ALSและจะเสียชีวิตในเวลาอีกไม่นาน
เจน กับ สตีเฟ่น มีลูกด้วยกัน 3 คน ชื่อเสียงของสตีเฟ่นโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ เขานั่งรถเข็นไปบรรยายในที่ต่างๆ และได้รับการยกย่องจากทั่วโลก ในขณะที่เจน ต้องเหนื่อยยากในการดูแลสตีเฟ่นและลูกๆ จนถึงจุดหนึ่ง ก็จำเป็นต้องมีพยาบาลดูแลสตีเฟ่นตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเขาช่วยตัวเองไม่ได้เลย
ไม่น่าเชื่อว่า ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเสียสละมากมายเช่นนี้ แต่เมื่ออยู่ด้วยกันมานาน 25 ปี ลิ้นกับฟันก็กระทบกัน สตีเฟ่นส์มีภรรยาใหม่ เป็นหนึ่งในพยาบาลที่ดูแลเขานั่นเอง แต่อยู่ด้วยกัน 12 ปี ก็ต้องแยกทางกันในที่สุด
เจน มีสามีใหม่ และมีชีวิตที่มีความสุข เธอบอกว่าเหตุที่ต้องแยกกัน ก็เพราะสตีเฟ่น ได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก จึงมัวแต่ลุ่มหลงกับความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ของเขา และไม่เคยใส่ใจคนในครอบครัวเลย ส่วน สตีเฟ่น ก็ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เขาเองก็ไม่ค่อยได้ตระหนักถึงความยากลำบากและความเสียสละของเจน เท่าที่ควร จนกระทั่งวันนี้ เขาจึงเข้าใจได้ แต่ทุกอย่างก็ได้ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถเรียกอะไรกลับคืนมาได้อีก ทำได้เพียงแค่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเท่านั้น
ผมคิดว่าเจนคือผู้หญิงที่ควรได้รับการยกย่อง เพราะความรักที่เธอมีให้แก่สตีเฟ่น ทั้งๆที่เขาเริ่มพิการและทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ ความเอาใจใส่ดูแลสามี ด้วยความยากลำบากเป็นเวลานานกว่า 20 ปี คือคุณค่าสูงยิ่งที่ผมเห็นในตัวตนของเธอ
ผมอยากจะกล่าวว่า มันสมองอัจฉริยะของสตีเฟ่นนั้น สามารถมองทะลุไปได้ไกลถึง “หลุมดำและสุริยะจักรวาล” แต่เขากลับมองไม่เห็นความงดงามอันเกิดจากความเสียสละอันสูงสุดของ เจน คนที่อยู่ใกล้ตัว ความรักจึงกลายเป็น หลุมดำ และเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงไม่ได้จบอย่าง “แฮปปี้เอ็นดิ้ง”สมกับที่เข้าฉายในช่วง “วาเลนไทน์”
และผมอยากจะกล่าวด้วยว่า วันวาเลนไทน์ ที่เพิ่งผ่านไปนั้น ดอกกุหลาบและหัวใจสีชมพู สะพัดไปทั่วโลก แต่วันรุ่งขึ้น จะมีใครสักกี่คน ที่ยังส่งหัวใจแห่งความรักให้แก่กันและกันบ้างความรักของสตีเฟ่น เหือดหายไป ในเวลากว่า 20 ปี แต่ความรักของคนจำนวนไม่น้อย ก็จางหายไปในเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น จึงขอฝากบทกลอน ที่ผมเขียนขึ้นหลังวันวาเลนไทน์ ชื่อ “The Day after Valentines” ไว้เป็นข้อคิดสะกิดใจ ดังนี้
“เมื่อวานนี้...รักพลิ้วไหวไปทั่วทิศ
ล้วนลิขิตคำหวานบานสดใส
แล้ววันนี้...รักอยู่ไหนใกล้หรือไกล
ควรส่งใจให้แก่กันทุกวันเอย”






