วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัพเพเหระการปฏิรูปวันนี้

ขอถือโอกาสใช้ช่องทางของการเขียนบทความเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับการสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนที่เฝ้าติดตามการปฏิรูปประเทศไทย

ในส่วนที่ผู้เขียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการบ้างกรรมาธิการบ้างตามแต่จะได้มีความคืบหน้าและเห็นว่าจะเป็นแนวทางที่ให้สังคมได้มีส่วนในการตัดสินวินิจฉัยความเป็นไปได้และอาจมีเสียงสะท้อนดังที่มีหลายท่านกรุณาติติงให้คำแนะนำที่มีคุณค่าผ่านมาในหลายรูปแบบด้วยกัน

ในส่วนของการปฏิรูปพรรคการเมืองนั้นทางความเห็นของอนุกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่มีความเห็นต่อการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบพรรคการเมือง ด้วยข้อเสนอที่ต้องการให้พรรคการเมืองปราศจากการครอบงำโดยทุนภายนอกที่อาจเข้ามาแทรกแซงกำหนดทิศทางแนวนโยบายการดำเนินงานของพรรค ถึงขนาดที่ต้องการให้กรมสรรพากรมีหน้าที่ในการแจ้งให้ผู้เสียภาษีทราบว่า เงินภาษีจำนวนร้อยละหนึ่งจะถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของพรรคการเมืองเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เจตนารมณ์หรือเหตุผลสำคัญต่อข้อเสนอแนะดังกล่าวเพื่อสร้างความผูกพันระหว่างพลเมืองกับการแสดงออกทางการเมืองที่เชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นจิตสำนึกความเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายร่วมกัน เพาะเมื่อได้คำนวณกันอย่างคร่าวๆ คาดการณ์กันว่าเงินกองกลางที่จะถูกนำไปจัดสรรให้พรรคการเมืองต่างๆ อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันตามภารกิจความจำเป็น มิใช่ตามขนาดหรือความนิยมทางการเมืองของพรรคนั้นๆ เช่นในอดีตที่ผ่านมา

สำหรับคณะปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองได้มีการเชิญองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กรมาให้ความเห็น อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนผู้ตรวจการแผ่นดินมาให้ความเห็นต่อแนวทางการควบรวมองค์กรเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน เพราะความเห็นส่วนตัวมองว่าภารกิจหลายประการของทั้งสององค์กรมีความซ้ำซ้อน การได้มาซึ่งตัวคณะกรรมการยังขาดความเชื่อถือศรัทธาจากสาธารณชน ในตัวอย่างของการให้ความคุ้มครองพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้ผลสำเร็จ มักได้บุคคลที่มีผลงานเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ และมักเป็นผู้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องมีเงินเดือนประจำ รถประจำตำแหน่ง แต่ให้เบี้ยประชุมหรือค่าตอบแทนอื่นที่สมเกียรติยศ

ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ยังยืนยันในจุดยืนเดิมที่ต้องการให้องค์กรตำรวจทำหน้าที่เป็น “ตำรวจเพื่อประชาชน” ด้วยมาตรการวิธีการต่างๆ ที่มุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกความเป็นวิชาชีพตำรวจที่มุ่งการให้บริการมากกว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเราอยากเห็นการทำหน้าที่ของตำรวจมีความเป็นมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนตัวของผมไม่อยากเห็นตำรวจที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงกับการปราบปรามควบคุมอาชญากรรมพกอาวุธโดยเปิดเผย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมิตรกับคนดีในสังคมแต่เอาจริงกับคนร้ายที่เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม จะมีการยกสถานะโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้เป็นสถาบันการศึกษาอบรมเพื่อความเชี่ยวชาญในวิทยาการตำรวจ หาใช่การยุบเลิกอย่างที่มีคนปล่อยข่าวลือให้เกิดความขัดแย้งโดยใช่เหตุ

ในเบื้องต้นจึงใคร่นำเรียนท่านผู้อ่านให้ได้รับทราบความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศไทยในหลายมิติ และขอขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับทุกความเห็นข้อเสนอแนะที่ส่งถึงผมทั้งที่รัฐสภาและที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผมมีสถานะเป็นอาจารย์ประจำอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงให้ความมั่นใจว่าทุกเสียงความคิดเห็นของทุกท่านผมได้อ่านได้กลั่นกรองด้วยความรอบคอบและระมัดระวังอย่างยิ่ง