ต้นเหตุของการขัดแย้งทั้งหมดทั้งมวลมักจะเกิดขึ้นมาจาก 3 ไม่ทั้งนั้น นั่นคือ“ไม่รู้ ไม่เชื่อ ไม่สน”
คําว่าปรองดองยังคงเป็น คำฮิตที่พบได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกวัน และเป็นคำที่คนไทยหลายๆ คนยังฝันถึงอยู่ แต่ผมเชื่อว่ายังมีคนไทยมีจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า คำว่า “ปรองดอง” นี้กลายเป็นคำที่ไกลเกินเอื้อมไปแล้วสำหรับคนไทย
ผมต้องยอมรับตามตรงเลยว่า หลายเดือนที่ผ่านมานี้ ความฝันที่ผมจะเห็นประเทศไทยภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะกลับมาปรองดองกัน มันค่อยๆ ริบหรี่ลงยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรากำลังจะก้าวเข้ามาสู่เดือนที่ 3 ของปี 2558 ด้วยแล้ว เพราะนั่นแสดงว่า เวลาที่รัฐบาลและ ค.ส.ช. ต้อง “ทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ตามเนื้อเพลงที่เราฟังมาหลายเดือนมันก็ใกล้เข้ามาเต็มทนแต่ความคิดเห็น ทัศนคติต่างๆ ของแต่ละฝักแต่ละฝ่าย มันยังคงดูเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ผมจึงไม่เห็นว่าแล้วเราจะปรองดองกันอย่างไร ในเมื่อความคิดของแต่ละฝ่ายยังคงแช่ไว้อยู่ที่เดิม ที่รักก็รักไม่เปลี่ยน ที่เคยเกลียดก็เกลียดเท่าเดิม มิหนำซ้ำยังมีคลื่นใต้น้ำอยู่เป็นระยะๆ อีก ส่วนที่เห็นเงียบๆ นี่ ก็อาจเป็นแค่การนั่งรอ การคืนประชาธิปไตย (สำหรับบางกลุ่มนั่นคือ การเลือกตั้งเพียงอยากเดียว) ให้กับสังคมไทยแค่นั้น
ทำไมต้องรอ คำตอบง่ายๆ ก็คือ หากเปลี่ยนความคิด หรือ ทัศนคติของมวลชนของพวกตนยังไม่ได้ ผลการเลือกตั้งก็ไม่น่าจะเปลี่ยนอะไร อำนาจก็ต้องตกไปอยู่ของกลุ่มเดิม อย่างไรก็ดี ผมขอให้สิ่งที่ผมกลัว และเขียนมาทั้งหมดนี้อย่าได้เกิดขึ้นเลย ผมก็เอาใจช่วยอยู่ว่า คนไทยจะรักและสามัคคีกันได้เช่นเดิม
หากเรามามองย้อนกลับไปนั้น ต้นเหตุของการขัดแย้งทั้งหมดทั้งมวล และไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งเรื่องใดๆ มักจะเกิดขึ้นมาจาก 3 ไม่ทั้งนั้น นั่นคือ “ไม่รู้ ไม่เชื่อ ไม่สน” 3 ไม่นี้ เป็น 3 ไม่ที่เกิดขึ้นในคนไทยมานาน และ ผมเชื่อสนิทใจเลยว่า หากเราต้องการสร้างความปรองดองในสังคมของเรา เราต้องลดไม่ทั้ง 3 นี้ลงไปให้ได้ก่อน
ไม่รู้ คือ การที่ไม่รู้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สำหรับผม ไม่ข้อนี้เป็นไม่ที่แก้ไขง่ายที่สุด เพราะหากเราทำให้พวกเขารู้ความจริงข้อเท็จจริงต่างๆ เราก็อาจสามารถเปลี่ยนทัศนคติหรือ ความคิดเห็นของพวกเขาได้ ความขัดแย้งส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระดับใดที่ไหน มักเกิดขึ้นจากการที่มีชุดข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งรู้แบบนี้ อีกฝ่ายไม่มีข้อมูลชุดนี้ จึงทำให้ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น หากเราต้องการให้ทั้งสองฝ่ายปรองดอง หันหน้าเข้าหากัน เราในฐานะคนกลาง จึงมีหน้าที่สร้างความเข้าใจโดยการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงให้ทั้งสองฝ่ายได้รับรู้เหมือนๆ กัน
ไม่อย่างที่สองเป็นไม่ที่แก้ไขยากขึ้นมาอีกระดับ นั่นคือ ไม่เชื่อ ไม่ข้อนี้เป็นไม่ที่แตกต่างกับข้อแรก ไม่แบบข้อแรก คือ ไม่ที่เมื่อเราบอกข้อมูล ข้อเท็จจริง เขาจะตอบกลับมาว่า “เหรอ...ไม่รู้เลยนะเนี่ย” แต่ไม่อย่างที่สองจะตอบกลับมาว่า “รู้แล้ว แต่ไม่จริงหรอก ฉันไม่เชื่อ” ดังนั้น เมื่ออีกฝ่ายไม่เชื่อ ข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายที่มีจริงถือว่าไม่ตรงกัน และทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งที่คนกลางควรจะทำก็คือ นำเสนอหลักฐาน สร้างความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว รวมถึง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับคนกลางเอง นั่นคือ การทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า คนกลางนั้น เป็นกลางจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ลำบากมากครับ โดยเฉพาะความขัดแย้งในประเทศไทย ที่ลากกันมาได้ยาวนานขนานนี้ คนที่เป็นกลางจริงๆ ในสายตาของทั้งสองฝ่าย จึงไม่มี ทุกคนโดนจับไปใส่สีเสื้อกันหมดแล้ว ถึงแม้ว่า คุณจะบอกว่า คุณไม่มีสี แต่พอคุณชี้ว่าฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าผิดนั่นแหละ จะสวมเสื้อฝ่ายตรงข้ามให้คุณทันที และทันใดนั้นเองจากกรรมการก็กลายมาเป็นผู้เล่นทันที ความน่าเชื่อถือก็หายทันที หน้าที่คนกลางของคุณก็ถูกบั่นทอนทันที นี่คือสาเหตุที่ทำให้การปรองดองเกิดขึ้นยาก
ไม่อย่างที่สาม เป็นไม่ที่น่ากลัวที่สุด หากคุณนำเสนอข้อเท็จจริงให้กับคนที่มี ไม่ ข้อนี้ คำตอบที่คุณจะได้คือ “ใช่ ฉันรู้ แล้วไง เขาไม่ได้ไม่ดีกับฉันนิ ฉันจะเดือดร้อนทำไม” ไม่ ข้อนี้คนไทยหลายคนมี ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางการปรองดองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเห็นว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อน เราก็อย่าไปว่าเขาไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ดีกับเรา ยิ่งอย่าไปสน นิสัยของคนไทยที่มีติดตัวมาตลอดคือ รักเพื่อนรักพ้องขี้เกรงใจ ต้องตอบแทนบุญคุณ อะไรที่เป็นพวกเราย่อมถูกเสมอ นิสัยเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สังคมไทย เป็นสังคมที่มีเส้นสาย มีพรรคมีพวก มีการซื้อเสียงเพราะเขามีบุญคุณ ดังนั้น คนกลางจึงต้องชี้ให้เห็นของผลลัพธ์อันร้ายแรงจากการกระทำที่ไม่ดีของอีกฝ่ายให้ได้ ถึงแม้ผลลัพธ์นั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาโดยตรงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดขึ้นจากการยินยอมของคู่กรณีทุกฝ่าย หากมีฝ่ายใดได้ผลประโยชน์จากการขัดแย้งที่เกิดขึ้น เขาย่อมไม่อยากให้เกิดการปรองดอง และเมื่อเขาคนนั้นไม่อยากให้เกิดการปรองดอง คนกลางก็อย่าหวังเลยครับว่าจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้...หรือไม่จริง






