การขาดข้อมูลหรือความไม่รู้ของนักท่องเที่ยวนั่นเอง คนขับจึงสามารถฉวยโอกาสคิดราคาสูงกว่าได้
การที่คนขับแท็กซี่คิดราคานักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าคนไทย ไม่ใช่เรื่องแปลกหลุดโลก ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การเลือกปฏิบัติทางราคา” หรือ Price Discrimination ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ขายสินค้าหรือบริการสามารถแยกผู้บริโภคหรือลูกค้าออกเป็น 2 กลุ่ม โดยที่กลุ่มหนึ่งมี “ความเต็มใจในการจ่าย” สูงกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง หนทางที่จะได้รายได้มากขึ้นก็คือ การคิดราคาแตกต่างกันนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ในการเดินทางจากถนนสนามบินไปยังถนนข้าวสาร กลุ่มคนไทยยินดีจ่าย 500 บาท ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติยินดีจ่าย 1,000 บาท ดังนั้น หากผู้ขายคิดเพียงราคาเดียวก็จะเสียโอกาสมากมายไป เช่น หากคิดราคา 500 บาทเท่ากันหมด ก็จะรู้สึกเสียดายกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่สามารถจ่ายได้ถึง 1,000 บาท แต่ถ้าคิดราคา 1,000 บาท ก็จะเสียลูกค้าคนไทยไป
เงื่อนไขของการเลือกปฏิบัติทางราคานี้ ตำราบอกว่าจะต้องไม่มีตลาดมือสองคือ ผู้ที่ซื้อราคาถูกกว่าไปขายต่อให้ผู้ที่ต้องการจ่ายสูงกว่า เช่น ซื้อมา 500 บาท แล้วขายต่อในราคา 800 บาท เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่ขายสินค้าที่จับต้องได้จึงเลือกปฏิบัติทางราคาได้ยาก แต่ถ้าเป็นการขายบริการเช่นแท็กซี่ การเลือกปฏิบัติทางราคาสามารถทำได้โดยง่ายเพราะไม่สามารถขายต่อได้
เงื่อนไขประการต่อมาคือผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องสามารถแยกลูกค้าออกได้ว่าใครจ่ายมากใครจ่ายน้อย ในกรณีของคนขับแท็กซี่นั้น การแยกว่าผู้โดยสารคนไหนเป็นคนไทย คนไหนเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ดังนั้น การคิดราคาแตกต่างกันจึงสามารถทำได้โดยง่าย
เงื่อนไขสุดท้ายคือ ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องมีอำนาจเหนือตลาดบางอย่าง มิเช่นนั้น ผู้บริโภคอาจหันไปใช้สินค้าหรือบริการของคู่แข่งได้ ในกรณีของแท็กซี่นั้น อำนาจเหนือตลาดอาจมาจากการที่คนขับแท็กซี่จำนวนมากปฏิบัติตัวคล้ายๆ กันหมดในการคิดราคานักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าคนไทย และอาจมาจากการขาดข้อมูลหรือความไม่รู้ของนักท่องเที่ยวนั่นเอง คนขับจึงสามารถฉวยโอกาสคิดราคาสูงกว่าได้
ไม่จำเป็นต้องถามว่าการที่คนขับแท็กซี่เลือกปฏิบัติทางราคาผิดกฎหมายหรือไม่ แต่ควรถามว่าถ้าการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยยังเป็นแบบไฟไหม้ฟาง จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร แท้จริงแล้วการแก้ปัญหาลักษณะนี้ จำเป็นต้องเข้าใจถึงแรงจูงใจ หรือ Incentive ของคนขับรถแท็กซี่ก่อน แล้วจึงหาหนทางลดแรงจูงใจนั้น ปัญหาก็จะบรรเทาลงได้เองไม่ว่าจะเป็นการสร้างบริการใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะการให้เจ้าหน้าที่สนามบินเป็นผู้กำหนดราคาการเดินทางเพื่อเป็นการยกอำนาจการกำหนดราคาออกจากคนขับรถแท็กซี่ หรืออาจจะเป็นการให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับมิเตอร์หรือกรอบราคาสำหรับการเหมาจ่าย เป็นต้น
การเลือกปฏิบัติทางราคายังมีประเด็นทางด้านจริยธรรมที่สามารถถกเถียงกันได้ไม่แพ้ทางด้านกฎหมาย หากผู้อ่านสังเกตให้ดีก็จะพบว่า การเลือกปฏิบัติทางราคานั้น มีตัวอย่างให้เห็นรอบตัวเรามากมายไม่จำกัดเฉพาะแท็กซี่เท่านั้น สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมากคิดค่าเข้าชมและค่าบริการนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสูงกว่าคนไทยทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าและบริการจำนวนมากที่คิดราคาผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายหรือคิดราคาผู้สูงอายุต่ำกว่า ทั้งที่ต้นทุนไม่แตกต่างกัน เป็นต้น แน่นอนว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะถ้าเรารู้ว่าเราต้องจ่ายแพงกว่าลูกค้าคนอื่น
ดังนั้น ผู้ขายสินค้าและบริการจำเป็นต้องอาศัยวิธีการที่แยบยลในการที่จะเลือกปฏิบัติทางราคา มิเช่นนั้น อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรมและจะเกิดการต่อต้านได้ครับ









