ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) กำลังเผชิญกับแรงกดดันอีกครั้ง ในเรื่องการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย
และอัตราแลกเปลี่ยน โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ไปดูแลเรื่องดอกเบี้ย ซึ่งสอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ออกมาเรียกร้องโดยตรงให้ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งอาจจะพิจารณาเรื่องการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี เหมือนกับหลายประเทศ
ก่อนหน้านี้ภาคเอกชน โดยสภาหอการค้าไทย ได้เข้าพบธปท.เช่นกัน มีการหารือในประเด็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าและส่งผลกระทบต่อขีดแข่งขันภาคส่งออกของไทย แต่ภายหลังการหารือปรากฏว่าภาคเอกชนที่เข้าพบกลับพอใจกับนโยบายดูแลค่าเงินบาทของธปท.และเห็นว่ามีความเหมาะสม อีกทั้งธปท.ก็รับปากว่าจะใช้เครื่องมือที่มีอยู่ดูแลค่าเงินไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก ซึ่งถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งหลังสุดของภาคเอกชนไทยต่อนโยบายค่าเงินบาทของธปท. แต่ในครั้งนี้เป็นแรงกดดันมาจากรัฐบาลเอง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าธปท.มักจะเผชิญกับแรงกดดันด้านนโยบายเสมอ โดยมาจากสองส่วน คือ ภาคส่งออก ซึ่งจะเกิดปัญหาทุกครั้งเมื่อค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้น โดยอ้างว่าส่งผลกระทบทำให้การส่งออกลดลงเพราะไม่สามารถแข่งขันราคาได้ อีกส่วนหนึ่งคือต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถระดมทุนด้วยต้นทุนการเงินที่ถูกกว่า
ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ จะเห็นได้ว่าธปท.เผชิญกับแรงกดดันด้านนโยบายการเงินอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เผชิญกับการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะปัญหาที่ภาคเอกชนหรือรัฐบาลใช้เหตุผลมากดดันธปท.ในการดำเนินนโยบายนั้นไม่มีความแตกต่างกันมากนัก จะต่างกันก็เพียงแต่ว่าบางรัฐบาลแสดงการใช้อำนาจสั่งการ บางรัฐบาลก็ใช้วิธีที่นุ่มนวลกว่าในการพูดต่อที่สาธารณะ แต่ธปท.จะทำตามข้อเรียกร้องหรือไม่นั้นเป็นอีกกรณี
ประเด็นที่ตามมากับแรงกดดันก็จะหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาความเป็นอิสระของธปท. ซึ่งก็จะเป็นประเด็นโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายที่เห็นว่าธปท.ต้องดำเนินนโยบายตามนโยบายรัฐบาล กับฝ่ายที่เห็นว่าธปท.ควรมีอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน และต้องไม่ยินยอมรับแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง โดยประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำซากและถกเถียงกันไม่จบสิ้นระหว่างฝ่ายการเมืองและธุรกิจ กับธปท.ในการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม จนแทบเป็นประเพณีการมองปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
เราเห็นว่าขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงแห่งการปฏิรูป ดังนั้นสิ่งที่ควรมีในการปฏิรูปของประเทศ คือ บทบาทและหน้าที่ของธปท.ว่าควรเป็นอย่างไร หากต้องการให้ธปท.มีอิสระ เราก็จำเป็นต้องออกแบบกลไกในการป้องกันแรงกดดันจากภายนอกต่อนโยบายการเงิน แต่หากต้องการให้ธปท.ทำตามนโยบายรัฐบาลก็จำเป็นต้องออกแบบว่าจะทำอย่างไร และจะกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่ หากเราไม่มีการปฏิรูปในเรื่องนี้กันใหม่ เราเชื่อว่าแรงกดดันและความไม่ชัดต่อธปท.ก็คงมีอยู่ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด






