วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุดยอดนวัตกรรมอันดับหนึ่งของโลก!!!!

เมื่อเรานึกถึงบริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดนวัตกรรมนั้น เราก็มักจะนึกถึงบริษัทด้านไอทีที่เราคุ้นๆ กันไม่ว่าจะเป็น Apple หรือ Google

 แต่ถ้าผมจะบอกว่าจากการจัดอันดับ Most Innovative Companies ของนิตยสาร Fast Company ในปีนี้เป็นบริษัทขายแว่นตา!! ท่านผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไรครับ แถมบริษัทนี้เป็นบริษัทเกิดใหม่อายุเพิ่ง 5 ปี แต่สามารถเบียดเอาชนะ Apple ที่อยู่ในอันดับสองมาได้ บริษัทนี้ชื่อ Warby Parker ครับ ซึ่งสัปดาห์นี้ผมจึงอยากจะมาเล่าเรื่องทีเด็ดของบริษัทนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกันนะครับ


ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มสงสัยแล้วนะครับว่าร้านขายแว่นตาทางเน็ตจะเป็น Most Innovative Company ได้อย่างไร? แถมบริษัทนี้ยังได้รับการยกย่องว่าสามารถ Disrupt ธุรกิจแว่นตาได้อย่างน่าสนใจครับ


เริ่มต้นเราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าธุรกิจแว่นตาของโลกนั้นมียักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอยู่คือบริษัท Luxottica ที่ถือครองส่วนแบ่งตลาดของโลกอยู่ถึงร้อยละ 80 โดยบริษัท Luxottica นั้นเป็นเจ้าของแบรนด์แว่นตาดังๆ ของโลกอยู่หลายแบรนด์เช่น Ray-Ban หรือ Oakley รวมทั้งเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกชั้นนำหลายๆ แห่ง ทำให้สุดท้ายแล้วผู้บริโภคไม่ค่อยมีทางเลือก และต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับแว่นตาในราคาที่สูงเกินจำเป็น


ผู้ก่อตั้ง Warby Parker นั้นเริ่มธุรกิจเพราะต้องการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า โดยสร้างช่องทางใหม่ในการจัดจำหน่ายแว่นตานั้นคือผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ความแตกต่างของ Warby Parker นั้นไม่ใช่อยู่ที่การขายผ่านทางเน็ตเท่านั้น แต่ Warby Parker ยังออกแบบและผลิตกรอบแว่นตาเอง ทำให้ได้กรอบแว่นตา (ทั้งกันแดดและสายตา) ที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกกว่าที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด


ความแตกต่างของ Warby Parker ก็คือแทนที่เมื่อเข้ามาในธุรกิจแล้วจะขายแบรนด์เดิมๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น Ray-Ban หรือ Oakley แต่ Warby Parker กลับสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แถมยังสามารถบริหารได้ครบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือ การออกแบบ การผลิต การจัดจำหน่าย และ การจัดส่ง ทำให้ต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องผ่านคนกลางสูญสิ้นไป และสุดท้ายทำให้กรอบแว่นตามีราคาที่ถูกลง


ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าจะซื้อกรอบแว่นตาผ่านทางออนไลน์ได้อย่างไร? ในเมื่อการซื้อกรอบแว่นตานั้นจะต้องลองกับใบหน้าเราก่อน ทาง Warby เขาก็สร้างระบบขึ้นมาที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ลองก่อนซื้อครับ หรือโปรแกรมที่เขาเรียกว่า Try-On program ภายใต้ระบบนี้ทาง Warby เขาให้เลือกกรอบแว่นตาได้ 5 อันที่เราอยากจะลอง แล้วเขาก็จะส่งกรอบแว่นตา 5 อันนั้นมาให้เราลองแบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากลูกค้าได้รับแว่นตาแล้ว ลูกค้ามีเวลา 5 วันที่จะลองกรอบแว่นตาทั้ง 5 อันอย่างสบายใจ ถ้าชอบอันไหน ก็สามารถเลือกซื้อที่ชอบจากเว็บของเขาแล้วเขาก็จะส่งมาให้เราถึงบ้าน ส่วน 5 อันที่เราเอามาทดลองนั้น เราก็เพียงเอาใส่กล่องและส่งกลับไปให้ทางบริษัทเขาทางไปรษณีย์ (ค่าจัดส่งฟรี)


ทีเด็ดถัดมาของ Warby นั้นไม่ใช่แค่การขายผ่านทางเว็บอย่างเดียวครับ เขาสามารถขยายจากการขายผ่านทางเว็บเป็นการเปิดร้าน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10 สาขาในอเมริกา และดูเหมือนรายได้ต่อร้านค้าก็สูงอยู่พอสมควร (ราคากรอบแว่นตาของเขาอยู่ที่ 95 ดอลลาร์ หรือ สามพันกว่าบาทซึ่งถ้าเทียบกับกรอบแว่นตาคุณภาพยี่ห้ออื่นๆ แล้วถือว่าไม่แพงเลย) ปัจจุบันร้านของ Warby นั้นมีรายได้ต่อตารางฟุตที่ไม่เลวเลยครับ คือสามารถทัดเทียมกับร้านชื่อก้องโลกอย่าง Tiffany & Co. ได้เลย


ทีเด็ดต่อมาคือจากกระแสของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการช่วยสังคมด้วย ดังนั้น เมื่อเราซื้อแว่นตาผ่านทาง Warby ทางร้านจะบริจาคกรอบแว่นตา 1 อันด้วย โดยในแต่ละเดือนเขาจะรวบรวมจำนวนแว่นตาที่เขาขายได้ในแต่ละเดือน และบริจาคกรอบแว่นตาในจำนวนเดียวกันให้กับองค์กรหรือมูลนิธิที่ไม่ได้แสวงหากำไร จากนั้นมูลนิธิหรือองค์กรที่ไม่ได้แสวงหากำไรเหล่านี้ก็จะนำแว่นตานี้ไปขายในราคาถูกมากๆ ให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย เรียกได้ว่าซื้อแว่นตากับ Warby แล้วยังทำให้เรามีโอกาสได้ช่วยผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย


ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยต่อครับว่าแล้วสถานะทางการเงินของบริษัทนี้เป็นอย่างไร? เนื่องจาก Warby เป็นบริษัทใหม่ ดังนั้นงบการเงินจึงไม่ได้เปิดเผยทั่วไป แต่จากผู้ที่ใกล้ชิดกับบริษัทระบุว่า รายได้ของเขาอยู่ที่ปีละเกินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ


ข้อคิดจาก Warby Parker ก็คือนวัตกรรมที่สำคัญอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการหรือเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของรูปแบบธุรกิจ ที่สามารถคิดทะลุข้อจำกัดของรูปแบบธุรกิจเดิมๆ ได้ จนกระทั่งสามารถทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจแบบใหม่ ที่กลายเป็นนวัตกรรมในอุตสาหกรรมได้