ข่าวลือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอเดินทางออกนอกประเทศ แต่ถูก คสช.สั่งระงับ
เนื่องจากใกล้วันที่อัยการสูงสุดเตรียมยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อหน้าที่ กรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น ทำให้เกิดคำถามที่สังคมคาใจหลายประการ
หนำซ้ำยังมีข่าวลือต่อเนื่องมาในเรื่องขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาอีกต่างหาก
ความจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ นอกจากตัวคุณยิ่งลักษณ์เองและคนใกล้ชิด
แต่หากพิเคราะห์ขั้นตอนของคดีที่จะถูกฟ้อง ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ก็พอมองเห็นเหตุผลของข่าวลือการหลบหนี ว่าเหตุใดถึงปรากฏออกมาตั้งแต่ไก่โห่ อัยการยังไม่ทันยื่นฟ้องคดีด้วยซ้ำ
โดยหลักทั่วไป การดำเนินคดีอาญานั้น วันที่อัยการนำสำนวนคดีไปยื่นฟ้องต่อศาล จะต้องพาตัวผู้ต้องหาไปด้วย ภาษาของคนในกระบวนการยุติธรรมเรียกว่า "ฟ้องแบบมีตัว" ซึ่งหมายถึงตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
ถ้าผู้ต้องหาอยู่ระหว่างได้รับปล่อยตัวชั่วคราว หรือประกันตัว เจ้าตัวก็ต้องไปพบอัยการเพื่อให้อัยการนำตัวไปฟ้อง เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ก็ต้องยื่นประกันตัวใหม่ต่อศาล เพราะคดีและจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้ว
แต่การดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น มีหลักการที่แตกต่างออกไป เพราะกฎหมายกำหนดให้องค์คณะผู้พิพากษาที่รับผิดชอบคดี ซึ่งมีถึง 9 คน จะถูกเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นคดีๆ ไป
ฉะนั้นในวันที่อัยการนำตัวผู้ต้องหาไปฟ้องที่แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา วันนั้นจึงยังไม่มีองค์คณะผู้พิพากษาที่จะมารับผิดชอบสำนวน
ขั้นตอนนี้จึงแตกต่างจากคดีอาญาตามปกติ การฟ้องคดีอาญานักการเมืองจึงไม่จำเป็นต้อง "มีตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย" ในวันฟ้อง ดังที่บัญญัติไว้ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2543 ข้อ 8 ว่า "หากโจทก์นำตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาในการขังหรือปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว หากไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลให้โจทก์ระบุที่อยู่จริงของจำเลยมาในฟ้อง"
หากพิจารณาในมุมนี้ ในฐานะที่คุณยิ่งลักษณ์มีทนายความเก่งๆ จำนวนมาก หากคุณยิ่งลักษณ์คิดจะหนี หรือไม่อยากตกอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดี ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบหนี เพราะในวันฟ้องคดี คุณยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องไปก็ได้
และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่เคยเป็นองค์คณะ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ให้ข้อมูลว่า เกือบทุกคดีที่ผ่านมา ในวันฟ้องมักไม่มีตัวจำเลยไปปรากฏต่อหน้าศาล
ถัดจากวันที่มีการฟ้องคดี ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อเลือกผู้พิพากษาในศาลฎีกาเป็นองค์คณะผู้พิพากษาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีโดยเร็ว กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 14 วันนับแต่วันยื่นฟ้องคดี (มาตรา 13 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542)
จากนั้นยังมีขั้นตอนของการที่คู่ความมีสิทธิคัดค้านตัวผู้พิพากษาที่ได้รับเลือก และขั้นตอนการเลือกผู้พิพากษาหนึ่งใน 9 คนเป็นเจ้าของสำนวนอีก กระบวนการทั้งหมดนี้น่าจะกินเวลาราวๆ 1 เดือน จึงนำไปสู่การ "นัดพิจารณาครั้งแรก" ซึ่งวันนัดพิจารณาครั้งแรกนี้แหละที่ "จำเลย" (หากเป็นคดีข้าวก็คือคุณยิ่งลักษณ์) ต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าศาล
ดังที่มาตรา 23 วรรคสาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ ระบุว่า "ในวันพิจารณาครั้งแรก เมื่อจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้ฟัง...."
หากจำเลยไม่มาในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ศาลจะออกหมายจับ และสั่งจำหน่ายคดีไว้ก่อน คดีก็จะหยุดเดิน แต่หากจำเลยมาในวันนัดพิจารณาครั้งแรก แม้หลังจากนั้นจำเลยจะไม่มาศาลอีกเลย หรือหลบหนี คดีก็จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ กระทั่งมีคำพิพากษา เพราะกฎหมายเปิดช่องให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้ หลังจากเลื่อนอ่านและออกหมายจับจำเลยเป็นเวลา 1 เดือนแล้วยังไม่ได้ตัวจำเลยมา
การณ์ก็จะเหมือนกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของคุณยิ่งลักษณ์ ที่คดีที่ดินรัชดาฯไม่หยุดเดิน กระทั่งศาลมีคำพิพากษาลับหลัง สถานะของคุณทักษิณจึงกลายเป็น "นักโทษหนีคดี"
นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงมีข่าวคุณยิ่งลักษณ์อาจเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ และไม่กลับมาเมืองไทยอีก เพราะคดีจะหยุดเดินเนื่องจากถูกจำหน่ายชั่วคราว และสถานะของคุณยิ่งลักษณ์จะไม่เหมือนกับพี่ชาย
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นแน่นอนว่า การอยู่เพื่อต่อสู้คดีอย่างอาจหาญ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของคนระดับอดีตนายกฯ!






