สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐได้ตีพิมพ์งานวิจัยว่าด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2015 ที่ผมอ่านแล้วเห็นว่ามีมุมมองที่น่าสนใจ
จึงขอนำมาฝากท่านผู้อ่าน
งานวิจัยฉบับนี้ค่อนข้างยาว ผมขอโฟกัสเฉพาะประเด็นที่เด่นๆ ซึ่งมีอยู่ 3 มุมมอง ได้แก่
มุมมองแรก หากพิจารณาตารางที่ 1 ในสองคอลัมน์ซ้ายสุด จะพบว่าผลต่างระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงที่คาดการณ์สำหรับเดือนตุลาคม 2014 และ 2015 และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์สำหรับเดือนกรกฎาคม 2014 และ 2015 ของประเทศต่างๆ ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาและสเปน มีค่าติดลบ นั่นคือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม จะต้องมีข่าวร้ายเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ จะมีตัวเลขติดลบมากกว่าชาวบ้าน นั่นคือมีข่าวร้ายมากกว่าภูมิภาคอื่น ดังนั้น เฟดจึงเรียกค่าส่วนต่างดังกล่าวว่า “News Index” โดยข้อดีของดัชนีนี้ คือ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะมีส่วนที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอยู่หรือที่เรียกกันในหมู่นักวิเคราะห์ว่า “noise” ทว่าผลต่างระหว่างตัวเลขคาดการณ์ 2 ค่าจะทำให้ noise ดังกล่าวหมดไปในที่สุด
เฟดยังโชว์เหนือกว่า “News Index” สามารถคาดการณ์ว่าประเทศในประเทศพัฒนาแล้ว ว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดได้เร็วกว่าดัชนีอื่นดังรูปที่ 1 โดยสามารถคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 1 ในปี 2014 ว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าค่า News Index ของอัตราเงินเฟ้อยังต่ำมากแม้ในปัจจุบัน ที่มากไปกว่านั้น หากพิจารณา News Index ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้วยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีก หากพิจารณาจากรูปในงานวิจัย จะพบว่าสามารถทายภาวะถดถอยของประเทศพัฒนาแล้วตั้งแต่ปลายปี 2011 และหากได้พิจารณาข้อมูลของจากประเทศในยุโรปจะพบว่าสามารถทำนายได้แม่นยำมาก
มุมมองที่สอง ว่าด้วยเศรษฐกิจยุโรป จากรูปที่ 2 จะพบว่าหากเศรษฐกิจยุโรปเติบโตด้วยอัตราร้อยละ 2 ตั้งแต่ปี 2000 (โดยปราศจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์และวิกฤติยูโร) เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะพบว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าตอนนี้ร้อยละ 14 และหากไม่เกิดวิกฤติยูโรในปี 2011 จะพบว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจยุโรปจะโตกว่าตอนนี้อยู่ราวร้อยละ 7
ทำให้เกิดคำถามในตอนนี้ที่เฟดทิ้งให้คิดไว้อย่างน่าสนใจคือ ด้วยความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ของยุโรป รวมถึงการที่มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ Quantitative Easing หรือ QE ออกมาช้ามากแถมยังมีข้อจำกัดในการปฏิบัติอยู่มากทั้งในแง่กฎหมาย การรับความเสี่ยงร่วมกันระหว่างเยอรมันกับธนาคารกลางยุโรป และประสิทธิภาพของ QE ที่ต้องบอกว่าด้อยกว่าของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประเทศต่างๆ ในยุโรปมิได้มีรัฐบาลเดียวกัน ซ้ำยังมีระบบธนาคารและนโยบายการคลังที่ต่างคนต่างทำแบบที่มิได้มีความสอดคล้องกันให้เห็นอย่างชัดเจนนั้น จะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดวิกฤติครั้งที่ 3 หรือ Triple Dip Depression ในที่สุด โอกาสนั้นเฟดบอกว่ามีอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องบอกว่าการที่เฟดให้มุมมองที่เป็นลบกับยุโรปนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่เราต้องแปลกใจมากนักแต่อย่างใด ทว่าก็ให้ข้อคิดว่าในแง่ External Factor สำหรับปัจจัยในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต่อไป ปัจจัยนี้ถือว่ายังเป็นลบในสายตาของเฟดอยู่ไม่น้อย
มุมมองที่สาม เฟดมองว่าในปีนี้ สหรัฐและจีนจะเป็นพี่ใหญ่ในการแบกรับเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจโลกสามารถเติบโตได้ ดังรูปที่ 3 ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ภูมิภาคยุโรปเป็นพี่ใหญ่ในการแบกรับภาระดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง ทว่ายังเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งในการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้
จึงสามารถมองได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐเองก็ยอมรับว่า จากนี้เป็นต้นไปเศรษฐกิจโลกคงต้องพึ่งพาจีนมากกว่าสหรัฐในการช่วยให้สามารถเติบโตได้ดีครับ
หมายเหตุ : หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ









