วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปี 2558 ปีแห่ง...เงินท่วมโลก อะไร...จะเกิดขึ้นบ้าง?

ปี 2551 สหรัฐประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ ธนาคารกลางสหรัฐจึงแก้ปัญหาโดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศจำนวนมหาศาล

ตามมาตรการที่เรียกว่า “มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing - QE)” ซึ่งได้ทำไปแล้วถึง 3 ครั้งที่เรียกกันว่า QE1, QE2 และ QE3 โดย QE1 ได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย QE2 ทุ่มเม็ดเงินเข้าไปอีก 600,000 ล้านดอลลาร์ และปิดท้ายด้วย QE3 ที่ใช้ไปสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งสามารถทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกากลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ในที่สุด สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้หลายๆ ประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจอยาก “ทำตาม”


QE ในภาษาง่ายๆ ก็คือ “มาตรการที่จะทำอย่างไร? เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีเงินเยอะๆ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ เพื่อให้บริษัทห้างร้านต่างๆ อยากกู้เงินมาลงทุนขยายงาน ทำให้คนมีงานทำมากขึ้น”


ทุกวันนี้ QE จึงกลายเป็น “ยาวิเศษ” ที่หลายๆ ประเทศที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ “อยากใช้”


เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่โลกการเงิน โดยการใช้มาตรการ QE อย่างเข้มข้น โดยการประกาศว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเพิ่มเงินฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากเดิมประมาณ 60 ล้านล้านเยนไปเป็น 80 ล้านล้านเยน โดยมาตรการในครั้งนี้ได้ทำตามสัญญาณที่ส่งมาจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ ที่พยายามใช้การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นพ้นจากภาวะชะงักงันที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายทศวรรษ


วันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ประกาศใช้มาตรการ QE อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกันคือ การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนสูงถึง 60,000 ล้านยูโรต่อเดือน (ตลาดคาดการณ์ไว้เพียง 50,000 ล้านยูโรต่อเดือน) ซึ่งเหนือกว่าการคาดหมายของตลาด โดยการอัดฉีดเม็ดเงินสูงถึงขนาดนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องทุกเดือนไม่น้อยกว่า 19 เดือน อย่างไรก็ตาม หากตัวเลขทางเศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณที่ดีขึ้น การอัดฉีด QE ก็จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง


ในอดีต ช่วงระยะเวลาประมาณ 5 ปีที่สหรัฐอเมริกาใช้ QE นั้น ได้ส่งผลให้ราคาทองคำจากระดับราคาประมาณ 700 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 1,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือพุ่งมากกว่าเท่าตัว ส่วนตลาดหุ้นไทยในปี 2551 ดัชนีมาแตะในระดับต่ำสุดที่ 380.05 จุดในวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ในต้นปีเดียวกันนั้น ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 ดัชนีตลาดหุ้นยังปิดอยู่ที่ 842.97 จุด และทุกวันนี้หุ้นไทยก็กลับมาอยู่ในระดับประมาณ 1,600 จุด หรือคิดเป็นเติบโตขึ้นประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีก่อนเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์


หากเหตุและผลที่ผ่านมา...ยังคงใช้ได้เหมือนในอดีต ประกอบกับปัจจัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ไม่มีตัวแปรใดที่จะมีผลอย่างรุนแรงแล้ว ภาพที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในปีนี้จะเป็นดังนี้ครับ


ระบบการเงินโลก... จะมี “สภาพคล่องอย่างสูงล้น” ตามที่ได้ชี้แจงไปแล้วว่าหลายๆ ประเทศได้ทำQEไปแล้ว และอีกหลายๆ ประเทศอยากจะทำตาม ในเวลานี้มีประเทศจีน สิงคโปร์ และอีกหลายประเทศก็ได้เริ่มทำในรูปแบบที่แตกต่างกันไป


ตลาดหุ้นทั่วโลก...ส่วนใหญ่น่าจะทำลายสถิติกันถ้วนหน้า ซึ่งนั่นเป็น...ข่าวดี เพราะจะมีเม็ดเงินที่ล้นระบบจำนวนมหาศาลเข้ามาลงทุน แต่ข่าวร้ายก็คือ ตลาดหุ้นจะผันผวนสูง เช่น ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะตกลงมาอย่างวินาศสันตะโร เมื่อเม็ดเงินเหล่านี้พากันพรั่งพรูไหลออกจากระบบ


ราคาทองคำ...น่าจะมีแนวโน้มขึ้นมากกว่าลง อันที่จริงน่าจะเป็นการงัดข้อกันระหว่างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจของอเมริกา กับสภาพคล่องที่ล้นเหลือของโลกที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์เกือบทุกประเภท ผมยังคงคิดว่าราคาทองคำน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่น่าจะสามารถทำลายสถิติเดิมประมาณ 1,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ไปได้


ราคาน้ำมัน... คงได้แต่ค่อยๆ ฟื้นตัว เช่นเดียวกับราคาทองคำ ราคาน้ำมันกลายเป็นการงัดข้อกันระหว่างผู้ผลิตน้ำมันรายเก่าอย่างกลุ่มโอเปก ที่มีราคาต้นทุนการผลิตประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กับผู้ผลิตน้ำมันรายใหม่อย่างกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (Shale Oil Producers) ที่มีจำนวนมากมายในสหรัฐอเมริกา แต่มีต้นทุนการผลิตสูงถึงประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้...กลุ่มโอเปกคงไม่อยากให้กลุ่มใหม่เกิดเป็นแน่จึงพอคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันคงจะสูงพ้น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปได้ยากยิ่ง


โดยรวมผมเองยังคงมองว่าปี 2558 จะเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งของเศรษฐกิจไทย


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ “ความผันผวน”


คุณผู้อ่านที่เป็นนักลงทุน...จึงควรระมัดระวังไว้ด้วยนะครับ โชคดีนะครับ : )