ในสัปดาห์ก่อนหน้านั้นได้พูดถึงสภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2558 ที่จะไม่สดใสตามที่คาดการณ์ไว้เดิม
เพราะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ต่างยังคงอ่อนแอ มีเพียงสหรัฐอเมริกาที่จะเติบโตดีกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ และจะเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จนกระทั่งได้ทำให้สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกมาตรการพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อ QE หรือ Quantitative Easing
และคาดการณ์กันไปไกลถึงว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในช่วงครึ่งหลังในปีนี้ แต่เมื่อเพียงเดือนแรกของปีนี้องค์กรต่างๆ ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกของปีนี้ลง จึงเริ่มมีคาดการณ์ว่าอาจมีการเลื่อนระยะเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปเป็นปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ทั้งนี้เพราะหากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วในขณะที่ตลาดอื่นๆ ทั่วโลกยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณเงินเข้ากระตุ้นการใช้จ่าย ก็จะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามายังตลาดสหรัฐ อันทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ และอาจฉุดการส่งออกทำให้การส่งออกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาได้
สำหรับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจลำดับที่สองของโลก คือประเทศจีน ที่เติบโตในระดับสูงในอัตราเลขสองหลักต่อเนื่องมายาวนานกว่าทศวรรษ เริ่มมีปัญหา นับตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ การขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพในการรองรับการเติบโต ภาวะฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการขยายตัวของภาคการเงินจนก่อให้เกิดธนาคารเงาที่มีธนาคารการเงินขนาดเล็กเกิดขึ้นจำนวนมากและปล่อยสินเชื่อที่ด้อยคุณภาพ ทำให้ทางการจีนต้องกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจให้มีความสมดุลและความยั่งยืนที่กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจลงเหลือเพียง 7.5% ต่อปีในช่วงระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ด้วยการปฏิรูปภาคการผลิตของระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการควบคุมการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงกว่าเป้าหมายนี้ทำให้คาดการณ์ว่าทางการจีนจะต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยวิธีหนึ่งวิธีใดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เริ่มขึ้นบ้างแล้วจากธนาคารจีนได้ปรับลดอัตราเงินสำรองของธนาคารลง ซึ่งตลาดก็จับตาว่าในที่สุดแล้วจีนจะใช้มาตรการผ่อนคลายด้วยการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหรือไม่
กลุ่มสหภาพยุโรปดูเหมือนจะมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ที่กำลังถูกจับตาอยู่คือ ผลการเลือกตั้งของประเทศกรีซในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รัฐบาลใหม่ที่มีการประกาศต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศเจ้าหนี้ในยุโรป (ทรอยก้า) ที่ทางกรีซขอปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการขอลดจำนวนยอดหนี้กับประชาคมยุโรป ที่มีมุมมองทางลบถึงขั้นว่ากรีซอาจถอนตัวจากสหภาพยุโรปได้ จนถึงปัจจุบันก็ไม่มีความชัดเจนว่าผลการเจรจาจะออกมาเป็นอย่างไร นอกจากนี้ เศรษฐกิจของรัสเซียก็มีปัญหามาก เนื่องมาจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัสเซียหายไปประมาณ 50% กอปรกับการถูกคว่ำบาตรจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปกรณีความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน ที่อดีตประธานาธิบดีของรัสเซียกล่าวว่าอาจจะนำไปสู่สงครามเย็นรอบใหม่ และหรือมีการพูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจในรัสเซียที่เรียกกันว่าวิกฤติวอดก้าได้
จากความไม่แน่นอนหลายประการดังกล่าว จึงทำให้ในต้นปีนี้มีการประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งใหญ่ของยุโรปที่จะมีการเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 60 พันล้านยูโรไปเป็นเวลา 18 เดือน (ถึงเดือนกันยายน ปี 2559) แต่ก็มีคำถามถึงประสิทธิผลของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินดังกล่าว เพราะมีสัดส่วนคิดเป็นเพียงร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหภาพยุโรป และที่สำคัญคือสหภาพยุโรปมีความเป็นอิสระต่อกันในการบริหารนโยบายการเงินการคลังของตนเองทำให้การบริหารเศรษฐกิจยุ่งยากกว่ากรณีของสหรัฐอเมริกา
มหาอำนาจในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น นั้น ได้มีการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเป็นรอบที่สามแล้วนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะซบเซาได้เลย มีความลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอด ที่ล่าสุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่กลางปีที่หลังการประกาศขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา จนต้องทำให้มีการเลื่อนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะปรับเพิ่มอีกเป็นในปี 2560
จากทิศทางนโยบายเศรษฐกิจหลักๆ ของโลก รวมถึงความเสี่ยงที่มีความไม่แน่นอนหลายประการ จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของ กนง. ไว้ที่ 2.0% ที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยออกมายอมรับว่าอาจจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลงได้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ ที่จะต้องมีการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในการช่วยมาตรการทางการคลังที่ยังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร ดังนั้น ตลาดจึงมีคาดหวังในการประชุมนโยบายการเงินครั้งหน้าในเดือนมีนาคมนี้ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงหรือไม่









