ถ้าไม่มีอารมณ์ขัน การปฏิรูปประเทศและการสร้างชาติล้มเหลวแน่นอน
พาเหรด ป้ายผ้า และการแปรอักษรเสียดสีการเมือง เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในงานประเพณีฟุตบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์มาช้านาน เป็นการแสดงความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาต่อเหตุการณ์บ้านเมืองด้วยอารมณ์ขัน ที่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนในรั้วมหาวิทยาลัย อันเป็นสถาบันที่สอนให้คนคิดอ่านอย่างเป็นอิสระและมีเหตุมีผล
แต่ไฉนจึงมีการเซ็นเซอร์โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนกลายเป็นเรื่องตลกร้ายไปโดยไม่มีความจำเป็นใด ๆ?
พาเหรดการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีของสองมหาวิทยาลัย มีมาตลอดทุกยุคทุกสมัยและการเมืองทุกรูปแบบ แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ถือเป็นปรากฏการณ์ปกติ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไม่ว่าการเมือง ณ ขณะนั้นจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีการมาขอเก็บป้ายผ้าก่อนเข้าสนามอย่างที่เกิดขึ้นในคราวนี้
ข่าวบอกว่าตำรวจเข้าขวางและปิดประตูนักศึกษาธรรมศาสตร์ พร้อมยึดป้ายผ้าหลายชิ้นที่อ้างว่า มีข้อความไม่เหมาะสมหรือขัดต่อบรรยากาศการเมืองอะไรก็ตามที
ข่าวบอกด้วยว่ามีการเจรจาระหว่างนักศึกษากับตำรวจอยู่นานพอสมควร ตำรวจริบป้ายผ้าไปจำนวนหนึ่ง แล้วจึงอนุญาตให้ขบวนพาเหรดเคลื่อนเข้าสนามแข่งขันได้
เกิดบรรยากาศขุ่นมัวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ข้อความล้อการเมืองที่ปรากฏให้เห็นมีเช่น โฆษณาชวนเชื่อ(ง), ข้านิยม 12 ประการ, คู่จิ้นวินยกแก๊ง, ไทยแลนด์ฟาร์ม, เป็นต้น
ช่วงแปรอักษร (ซึ่งเข้าใจว่าตำรวจตามไม่ทัน) ที่เริ่มด้วยข้อความ “ขอได้ไหม พี่ขา หนูขอได้ไหม ขอพูดถึงเมืองไทย ขออภัย หากขัดเคือง....” ก็แฝงด้วยอารมณ์ขันต่อปัญหาบ้านเมืองที่น่ารักและแหลมคม โดยไม่ใช่เป็นการกล่าวหาใครให้เสียหายเลยแม้แต่น้อย
อ่านอย่างไรก็ไม่เห็นว่าจะสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง หรือเป็นการวิจารณ์ให้ใครเสียหายได้ เป็นความคิดสร้างสรรค์ปกติของนักศึกษาต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในโอกาสของงานกีฬาประจำปีของสองสถาบันการอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ เป็นที่ผลิตอนาคตของชาติที่จะเข้าสู่สังคมที่กำลังผ่านกระบวนการ “ปฏิรูป” เพื่อให้กลับไปสู่ความเป็น “ประชาธิปไตย”
ไม่ชัดเจนว่าใครเป็นคนตัดสินว่าข้อความไหน แผ่นผ้าชิ้นไหนผ่านหรือไม่ผ่าน และใช้วิจารณญาณบนพื้นฐานอะไร แต่เมื่อเกิดบรรยากาศการขัดขวางการแสดงออกของนิสิตนักศึกษาเช่นนี้ย่อมกลายเป็นภาพลบต่อ คสช., รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่คิดว่าจะสกัดกั้นไม่ให้มีการแสดงความเห็นของคนรุ่นใหม่อย่างนี้เข้าใจผิดถนัด เพราะอย่างไรเสียสังคมทุกวันนี้ก็ห้ามคนคิดคนแสดงความเห็นไม่ได้
ข้อความในการแปรอักษรในสนาม ก็แสดงถึงอารมณ์ขันเสียดสีการเมืองได้พอหอมปากหอมคอ ไม่มีตำรวจคนไหนจะสามารถไปหักห้ามได้ยกเว้นเสียแต่จะห้ามแข่งขันฟุตบอลไปเลย ซึ่งก็จะเป็นเรื่องใหญ่โตไร้เหตุผลอีกนั่นแหละ
การห้ามการแสดงออกซึ่งการเสียดสีการเมืองในกรณีนี้ เป็นเรื่องแปลกที่เข้าใจยาก ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นการ “ทำเอาใจนาย” ของตำรวจหรือทหารบางคนบางหน่วยโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และ คสช.
เพราะมีการอ้างว่าบ้านเมืองอยู่ในกระบวนการปฏิรูปสู่ระบอบประชาธิปไตย จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า จะเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียง และในหลาย ๆ ประเด็นที่กำลังร่างกันอยู่ก็มีการยืนยันในสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
แต่ไฉนเพียงแค่นักศึกษาจะแสดงออกซึ่งอารมณ์ขันทางการเมืองนี้ จึงกลายเป็นเรื่องโฉ่งฉ่าง สร้างบรรยากาศเหมือนจะมีใครมาทำลายล้างผู้มีอำนาจกระนั้น?
ความคิดอ่านทางการเมืองที่แหลมคม วิเคราะห์สถานการณ์รอบด้าน และกล้าแสดงออกถึงความเห็นของตน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับผู้มีอำนาจ ย่อมเป็นการบ่มเพาะสติปัญญาของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตราบเท่าที่เป็นการแสดงออกอย่างมีเหตุผล, สงบ, สันติ, ปราศจากความรุนแรง
เพราะเราต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดเป็นอิสระ ไม่หลงเชื่อวาทกรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีเป้าหมายคือการร่วมกันใช้สติปัญญาที่ร่ำเรียนเพื่อการสร้างชาติและปฏิรูปบ้านเมืองให้เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มีเหตุมีผลและยั่งยืน
การสอนให้เขาเป็นนักประชาธิปไตย คือการรับฟังความเห็นและการแสดงออกและให้เขาแสดงออกอย่างรับผิดชอบ...และที่สำคัญคือสามารถรับฟังความเห็นที่แตกต่างอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่ชี้นิ้วกล่าวหาคนที่เห็นต่างว่าเป็นศัตรู
เมื่อมีการแปรอักษรโดยนักศึกษาถามว่า “เมื่อไหร่จะคืนประชาธิปไตย?” หรือ “ต่อต้านเผด็จการ”
มีใครไม่เห็นด้วยหรือ?
อารมณ์ขันเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกข้อหนึ่งของการสร้างนักประชาธิปไตย
วันก่อน นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกนักข่าวว่า “ห่วงผมเรื่องอะไร ผมเป็นคนอารมณ์ดีจะตาย จริง ๆ ผมเป็นคนอารมณ์ดี ผมเป็นคนตลก ไม่เห็นเหรอ เวลาผมตลก พวกคุณก็ตลกผมตลอดเวลา”
อารมณ์ขัน อารมณ์ดี ตลกขบขัน เป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับการสร้างระบอบประชาธิปไตย และความปรองดองในชาติเพราะระบอบเผด็จการเท่านั้นที่จะสร้างความเครียด ความคับแคบและการเผชิญหน้ากับประชาชนเจ้าของประเทศ









