วันนี้นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา กับคณะกำลังเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ หลังจากไปเยือนประเทศจีนมาแล้ว
ถือเป็นการคบหาสองยักษ์ในเอเชียที่มีความหมายและการรักษา “ระยะห่างอันเหมาะควร” ของไทยต่อจีนและญี่ปุ่น ถือเป็นการทูตไทยที่มีความสำคัญอย่างมาก
ข่าวจากโตเกียวบอกว่า วันนี้นายกฯไทย กับ นายกฯชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่น จะพบปะหารือเรื่องใหญ่ ๆ หลายเรื่องและจะเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามเอกสารความร่วมมืออย่างน้อย 2 ฉบับได้แก่บันทึกการแสดงเจตจำนงหรือ MoI ความร่วมมือระบบรางไทย-ญี่ปุ่น และบันทึกความเข้าใจหรือ MoU ส่งเสริมการทำธุรกิจและการลงทุน
พรุ่งนี้นายกฯประยุทธ์ จะฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานีรถไฟโตเกียวและรถไฟสายต่าง ๆ อีกทั้งยังจะชมบรรยากาศการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนและทดลองโดยสารรถไฟความเร็วสูงหรือ Shinkansen ไปนครโอซากา
ขณะที่ไทยกับจีนมีความตกลงที่จะสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ เส้นทางที่ไทยกับญี่ปุ่นเห็นพ้องกันก็มี 3 เส้นคือ กรุงเทพ-กาญจนบุรี, กรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-อรัญประเทศ และกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง
คนไทยทั่วไปยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดของเงื่อนไขที่จีนและญี่ปุ่นเสนอต่อไทย ซึ่งควรจะต้องทำอย่างโปร่งใสและรายงานต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะความร่วมมือกับจีนและญี่ปุ่นครั้งนี้จะมีผลระยะยาวที่มีผลต่อความสัมพันธ์ในอนาคต
ที่ทางการจะต้องตระหนักก็คือว่า แม้ภาพใหญ่จะสะท้อนถึงความร่วมมือที่น่าชื่นชม แต่เอาเข้าจริง ๆ จะต้องดูที่เงื่อนไขของสองประเทศที่คนไทยจะต้องได้รับข้อมูลเพื่อตัดสินว่าเราได้ประโยชน์อย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด
เพราะต้องไม่ลืมสัจธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ได้รับการพิสูจน์มาทั่วโลกแล้วว่าไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรี ๆ หรือที่ฝรั่งเขาบอกว่า “There is no such thing as a free lunch.” ซึ่งหมายความว่าใครจะพูดจาหวานหอมกับเราอย่างไร แสดงท่าทีเป็นมิตรกับเราอย่างสนิทแน่นแฟ้นเพียงใด ก็จะต้องรับรู้ว่าไม่มีใครเขาให้อะไรเราฟรี ๆ
ยิ่งอะไรที่ดูเหมือนจะ “ดีเกินจริง” ก็ยิ่งเชื่อได้ว่าจะต้องมีเงื่อนไขอะไรที่ซ่อนอยู่
วันก่อนรัฐมนตรีช่วยคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ บอกว่าภายใต้โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่นั้น รัฐบาลจีนได้เสนอรูปแบบการลงทุนแบบการ “กู้ร่วม” กันผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน
โดยฝ่ายจีนเสนออัตราดอกเบี้ย 2-4% ระยะเวลาคืนทุนภายใน 20 ปี
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือ “ไจก้า” (JICA) ที่ไทยกู้มาสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์แล้วห่างกันมาก เพราะญี่ปุ่นคิดดอกเบี้ยเพียง 1.5%
นี่เป็นเพียงข้อมูลเรื่องเดียวเกี่ยวกับความร่วมมือเรื่องนี้ระหว่างไทยกับจีน เรายังไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ผูกมัดไทยเราอีกอย่างไร จึงจำเป็นที่ทางการไทยจะต้องเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณชนเพื่อจะได้เข้าใจถึงประเด็นต่าง ๆ ที่คนไทยควรรับทราบและประเมินว่าความร่วมมือกับประเทศยักษ์ ๆ นั้นเราได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรบ้าง
เพราะเราได้รับทราบจากประเทศเพื่อนบ้านเราที่มีประเด็นเรื่องโครงการร่วมเช่นนี้กับจีนและญี่ปุ่นมาแล้ว หลายเรื่องก็เป็นข้อเสียเปรียบของประเทศเล็กที่อาจจะไม่เป็นข่าว แต่ก็มีการเล่าขานกันในวงการ ทำให้เรายิ่งต้องระมัดระวังในการต่อรองเพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาต่อไปในวันข้างหน้า
การถ่วงดุลผลประโยชน์ของไทยต่อจีนและญี่ปุ่นเป็นยุทธศาสตร์การทูตที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราต้องคบหากับสองชาติใหญ่แห่งเอเชีย ไม่อาจจะถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองว่าเราโอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เพราะสองชาตินี้มีความระแวงสงสัยต่อกันและกันในเกือบทุกความเคลื่อนไหว และหากเราไม่เดินนโยบายอย่างชาญฉลาด เข้าใจความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์อย่างถ่องแท้ และประพฤติตนให้เป็นที่เคารพนับถือในความเป็นตัวของตัวเองของไทยเรา อาจจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีและก่อความเสียหายให้กับผลประโยชน์ของประเทศชาติทั้งการเมืองการทูตและเศรษฐกิจได้
จีนเรียกเกาะแห่งนั้นว่า “เตี๊ยวหยู”
ญี่ปุ่นเรียก “เซนกากุ”
จีนตะโกน “ว่านซุ่ย”
ญี่ปุ่นขานรับด้วย “บันไซ”
แม้ทั้งสองประโยคจะมีความหมายละม้ายคล้ายกัน แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายส่งเสียงนี้พร้อมกันอาจเกิดความตึงเครียดขึ้นมาได้ทันที
ไทยเราต้องเงี่ยหูฟังอย่างระแวดระวังตลอดเวลา จึงจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างมั่นใจและมั่นคง






