วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจที่น่าจับตามองสำหรับสกุลเงินยูโร

ผ่านพ้นปีใหม่ไม่นานสถานการณ์เศรษฐกิจเขตค่าเงินสกุลยูโร (Eurozone) ยังเป็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด

แม้ว่าลิทัวเนียได้เปลี่ยนมาใช้ค่าเงินยูโรเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2558 อย่างราบรื่นและช่วยตอกย้ำความเชื่อมั่นสกุลเงินยูโรได้ระดับหนึ่งแต่ปัจจัยอื่นๆ จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการเมืองภายในของประเทศสมาชิกอียูก็ได้ส่งผลกระทบต่อค่าเงินสกุลยูโร

เหตุการณ์สำคัญที่ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินตั้งแต่ต้นปี 2558 ได้แก่ (1) สถานการณ์การเมืองภายในของกรีซ (2) การยกเลิกการเข้าแทรกแซงค่าเงินฟรังก์สวิสโดยธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และ (3) การประกาศมาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน (Quantitative Easing หรือ QE) โดยธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558

การเลือกตั้งทั่วไปของกรีซ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2558 กรีซได้จัดการเลือกตั้งทั่วไป หลังจากรัฐบาลชุดที่แล้วประกาศยุบสภา ซึ่งผลการเลือกตั้งก็เป็นไปตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย พรรค Syriza ซึ่งเป็นพรรคประชานิยมฝ่ายซ้ายจัดชนะการเลือกตั้งและเกือบสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้นโยบายที่สำคัญที่พรรค Syriza ได้ประกาศไว้ตอนหาเสียงนั้นแม้ไม่ได้มุ่งที่จะนำกรีซออกจากเขตค่าเงินสกุลยูโร แต่คือการไม่ต้องการปฏิบัติตามเงื่อนไขการใช้วินัยนโยบายการคลังอย่างเข้มงวดจากกลุ่มเจ้าหนี้ “ทรอยก้า” ซึ่งประกอบไปด้วย ธนาคารกลางยุโรปคณะกรรมาธิการยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) และต้องการเปิดการเจรจาใหม่เพื่อขอให้เจ้าหนี้หรือผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลของกรีซลดมูลค่าหนี้ลง

การลดมูลค่าหนี้ย่อมหมายถึงธนาคารต่างๆ ในสหภาพยุโรปและผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลกรีซทั้งหลายในตลาดระหว่างประเทศต้องยอมรับการขาดทุน นโยบายนี้จึงก่อให้เกิดผลกระทบในระดับอียูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะหนี้ร้อยละ 45 ของรัฐบาลกรีซเป็นเงินกู้ฉุกเฉินมาจากโครงการ European Financial Stability Facility ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มาจากทุกรัฐบาลในเขต Eurozone

ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประกาศยกเลิกมาตรการแทรกแซงค่าเงิน

อีกเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกไม่น้อยกว่าการเมืองภายในของกรีซคือการที่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ประกาศยกเลิกการตรึงค่าเงินฟรังก์สวิสไว้ที่ 1.20 ฟรังก์สวิสต่อ 1 ยูโร เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 58 ส่งผลให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเกิดความผันผวนและมูลค่าสกุลเงินฟรังก์สวิสเมื่อเทียบกับสกุลยูโรพุ่งสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ภายใน 1 วัน

ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ให้เหตุผลสำคัญประการหนึ่งในการตัดสินใจยกเลิกมาตรการดังกล่าว ซึ่งใช้มาตั้งแต่เดือนก.ย. 2554 คือ ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินสกุลหลักต่างๆ ไม่เป็นไปตามทิศทางเดียวกันและการที่ความแตกต่างดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น โดยธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ได้อ้างถึงมูลค่าที่ลดลงของสกุลเงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐ ที่ส่งผลให้มูลค่าสกุลเงินฟรังก์สวิสอ่อนลงตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์และมูลค่าที่แท้จริงของฟรังก์สวิสแข็งแกร่งกว่าสกุลยูโรมากซึ่งทำให้ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ตัดสินใจว่าการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนขั้นต่ำโดยผูกติดกับสกุลยูโรไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป

นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ ให้ความเห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวของธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์อาจเป็นผลมาจากการให้ความเห็นอย่างเป็นทางการของที่ปรึกษากฎหมาย (Advocate General) ของศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (The Court of Justice of the European Union) เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2558 ที่ระบุว่าการกำหนดมาตรการทางการเงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ในอียูของธนาคารกลางยุโรปภายใต้โครงการ Outright Monetary Transaction (OMT) ไม่เป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของธนาคารกลางยุโรปและเป็นไปตามสนธิสัญญาว่าด้วยการดำเนินงานของสหภาพยุโรป (Treaty on the Functioning of the European Union)

ตรรกะทางกฎหมายดังกล่าวเปรียบเสมือนเป็นการเปิดทางให้ธนาคารกลางยุโรปสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินแบบขยายตัว (expansionary monetary policy) ในรูปแบบ QE ได้ ซึ่งจะไม่ต่างไปจากการลดค่าเงินยูโรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน (competitive devaluation) ของเขต Eurozone แต่สำหรับสวิตเซอร์แลนด์ QE จะเพิ่มต้นทุนอย่างมหาศาลแก่ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์หากตรึงค่าเงิน ฟรังก์สวิสไว้กับสกุลยูโรต่อไป เพราะสวิตเซอร์แลนด์จะต้องรับซื้อเงินยูโรในตลาดโลกอย่างไม่อั้นนั้นเอง

ธนาคารกลางยุโรปประกาศมาตรการ QE

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558 ธนาคารกลางยุโรปก็ประกาศมาตรการ QE โดยมาตรการนี้จะเป็นการขยายขอบเขตและมูลค่าการซื้อพันธบัตรภายใต้โครงการ Asset-Backed Securities Programme (ABSPP) และ Covered Bond Purchase Programme (CBPP3) ที่ธนาคารกลางยุโรปได้ประกาศไว้ล่วงหน้าเมื่อเดือนก.ย. 2557 ซึ่ง ตั้งแต่เดือนมี.ค. 2558 เป็นต้นไป ธนาคารกลางยุโรปจะเข้าไปกว้านซื้อพันธบัตรต่างๆ มูลค่า 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนจนถึงเดือนก.ย. 2559 หรือจนกว่าเศรษฐกิจของเขตสกุลเงินยูโรจะพ้นจากความเสี่ยงภาวะเงินฝืดโดยธนาคารกลางยุโรปตั้งเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 2

โครงการ ABSPP และ CBPP3 เปรียบเสมือนมาตรการ QE ขนาดย่อมแต่มีขอบเขตจำกัดเพราะธนาคารกลางยุโรปสามารถเข้าไปซื้อเพียงพันธบัตรต่างๆ ที่ออกโดยทั้งภาครัฐและเอกชนในเขตสกุลเงินยูโร ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ Credit Quality Step 3 (CQS3) หรือเทียบเท่า BBB-/Baa3/BBBI ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรในประเทศสมาชิก Eurozone ที่มีปัญหา อาทิ กรีซหรือไซปรัส ฯลฯ ส่วนมาตรการ QE ใหม่ของธนาคารกลางยุโรปจะครอบคลุมการซื้อพันธบัตรที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่า CQS3 หากมีอายุครบกำหนดไถ่ถอนตั้งแต่ 2 - 30 ปีแต่ที่สำคัญคือประเทศซึ่งอยู่ในโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารกลางยุโรปต้องผ่านการประเมินความคืบหน้าในการปฏิรูปเศรษฐกิจจึงจะสามารถเข้าร่วมโครงการ QE ได้

ความเสี่ยงทางนโยบายจากปัจจัยการเมือง

ในเชิงนโยบายการประกาศใช้มาตรการ QE นับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในเศรษฐกิจ (money supply) เป็นมูลค่าสูงถึง 1.1 ล้านล้านยูโร เป็นอย่างน้อยหลังจากมาตรการปรับลดดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางยุโรปไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจมหาอำนาจรายอื่น อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและญี่ปุ่น ก็ได้ใช้และในบางกรณียังคงใช้มาตรการ QE ที่แตกต่างกับมาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรปโดยเฉพาะในด้านภาระความเสี่ยงหากรัฐบาลรายใดรายหนึ่งของเศรษฐกิจในเขต Eurozone ไม่สามารถชำระหนี้ตามมูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารกลางยุโรปจะถือครองทุกรัฐบาลและผู้เสียภาษีทุกคนในเขต Eurozone ก็จะต้องแบกรับภาระการขาดทุนร่วมกัน

ที่ผ่านมา ประเด็นภาระความเสี่ยงเป็นปัจจัยหลักทางการเมืองที่รัฐบาลและธนาคารแห่งชาติของหลายประเทศสมาชิก Eurozone โดยเฉพาะเยอรมนี เนเธอร์แลนด์และฟินแลนด์ ไม่สนับสนุนการใช้มาตรการนี้ และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ท้ายสุด มาตรการ QE ของธนาคารกลางยุโรปมีรายละเอียดที่ระบุว่า 1) การแบกรับความเสี่ยงร่วมกัน (risk sharing) จะจำกัดไว้ที่ร้อยละ 20 ของมูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารกลางยุโรปจะกว้านซื้อเพิ่มขึ้น โดยภาระความเสี่ยงของส่วนที่เหลือจะเป็นของธนาคารกลางของประเทศสมาชิกซึ่งเป็นผู้ออกพันธบัตรในส่วนนั้น และ 2) การกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่เข้มงวดสำหรับประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินผ่านกลไกต่างๆ จากธนาคารกลางยุโรปก็เสมือนเป็นการวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองจากการเปลี่ยนรัฐบาล ที่อาจนำไปสู่นโยบายทางการคลังที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับธนาคารกลางยุโรปอย่างที่หลายฝ่ายกำลังกังวลว่ารัฐบาลใหม่ของกรีซอาจจะทำในไม่ช้าหรือหลังจากตกลงเข้าร่วมโครงการภายใต้มาตรการ QE ไปแล้ว ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามดูต่อไป โดยเฉพาะช่วงก่อนที่กรีซจะต้องตัดสินใจว่าจะอยู่ภายใต้โครงการและเงื่อนไขให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากกลุ่ม “ทรอยก้า” ต่อไปหรือไม่ในวันที่ 28 ก.พ. 2558

ในส่วนของประเทศไทย เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่อัดฉีดเข้ามาในเศรษฐกิจ Eurozone ส่วนหนึ่งคงไหลเข้ามายังประเทศไทยที่ให้ผลตอบแทนทางดอกเบี้ยสูงกว่าและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลยูโร ซึ่งจะลดความสามารถในการแข่งขันในด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย แต่ในขณะเดียวกันเงินบาทไทยก็มีกำลังซื้อในเขตสกุลยูโรสูงขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าภาคธุรกิจไทยจะใช้การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) เป็นเครื่องมือทางการเงินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยคงต้องปรับกระบวนทัศน์ในแง่ของการทำธุรกิจ การลงทุน และการบริโภคให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงต่อไป

ท่านผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปได้ทาง www.thaieurope.net หรือติดตามรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาก Twitter “@thaieurope-news” และ Facebook “thaieurope.net”