วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

EITI แก้ขัดแย้งพลังงาน

สังคมไทยปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บางเรื่องถูกกดซ่อนไว้ บางเรื่องกดไม่ได้เช่นปัญหาชายแดนใต้

บางเรื่องก็แสดงอาการออกมากเช่นความขัดแย้งเรื่องพลังงาน ทุกเรื่องควรดำเนินการคลี่คลายแก้ไขที่เหตุปัจจัย มิฉะนั้นจะยิ่งคุกรุ่นกดดันสะสมไว้จนบานปลายรุนแรงได้ในภายหลัง

เรื่องพลังงานคุกรุ่นมากหลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 เพราะเลือกที่จะเชื่อ กมธ.ปฏิรูปพลังงานที่ใช้เวลากว่า 7 สัปดาห์รับฟังและศึกษาข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง แต่มติของ สปช.เกิดขึ้นหลังจากการอภิปรายเพียง 9 ชั่วโมง ทั้งที่พลังงานเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สลับซับซ้อน

อันที่จริงความขัดแย้งทางพลังงานนั้นมีกระบวนการแก้ไขที่พิสูจน์แล้วรออยู่ ในรูปของ “โครงการเพื่อความโปร่งใสในการสกัดทรัพยากร” (Extractive Industries Transparency Initiative) หรือ EITI ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ส่งเสริมความโปร่งใสและการบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศ นำสู่ความเจริญด้านเศรษฐกิจและสังคม และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ทรัพยากรที่สกัดจากธรรมชาติครอบคลุมตั้งแต่ปิโตรเลียมจนถึงสินแร่

EITI เสริมสร้างความไว้วางใจด้วยกลไกของการมีส่วนร่วม และการใช้ผู้ตรวจสอบอิสระ การดำเนินการในแต่ละประเทศจะอยู่บนฐานความร่วมมือของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย (Multi Stakeholders Group) คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งร่วมกันแต่งตั้งผู้ตรวจสอบอิสระ และมีการทำรายงานประจำปีซึ่งต้องเปิดเผยรายได้ของกิจการสำรวจและผลิตทรัพยากรธรรมชาติและรายจ่ายจากเอกชนสู่ภาครัฐ

รายงาน EITI จะให้ข้อมูลของกิจการตั้งแต่กรอบกฎหมายและระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ภาพรวมกิจการฯ ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจากกิจการฯ ข้อมูลการผลิต สัดส่วนความเป็นเจ้าของของรัฐ ไปจนถึงการกระจายรายได้จากกิจการฯ การบริหารจัดการรายได้และรายจ่าย การลงทะเบียนใบอนุญาต การให้ใบอนุญาต เป็นต้น

EITI ก่อตัวในช่วงปี 2003 เพื่อแก้ปัญหา “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) ที่ประเทศมั่งคั่งด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลายแห่งยังมีปัญหาความยากจนมาก ทั้งที่มีการสกัดทรัพยากรขึ้นมาขายมากมาย แทนที่ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นของประชาชนจะยกระดับความเป็นอยู่ของคนทั่วไป การบริหารย่ำแย่กลับทำให้เกิดแต่การคอร์รัปชันและความขัดแย้ง

แนวคิดของเขาคือ ความโปร่งใสจะนำไปสู่ความรับผิดชอบ เมื่อประชาชนรู้ว่ารัฐมีรายได้อะไรอย่างไร ก็จะตั้งคำถามและเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่า กระบวนการมีส่วนร่วมช่วยปิด-ลดช่องว่าง และสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน แต่ละประเทศจะได้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไปตามแต่สถานการณ์

สำหรับบางประเทศที่ยังยากจนมาก อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ภาคประชาชนเข้มแข็ง ประเทศอย่างไนจีเรียทำมาแล้วหลายปีก็ยังมีประโยชน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ อาทิ การค้นพบและตามเก็บภาษีที่ค้างจ่าย การเปิดจุดอ่อนในหน่วยงานกำกับดูแล การตรวจสอบการโอนเงินให้รัฐบาลท้องถิ่น

ที่โดดเด่นอย่างหนึ่ง คือการลดความขัดแย้ง ทั้งในประเทศที่เริ่มพัฒนาในแอฟริกา และประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการเป็นสมาชิก การกล่าวหา การถกเถียงแบบ “พูดกันคนละภาษา” และความขัดแย้งได้ลดน้อยลงไปมาก การพูดคุยมีความชัดเจนและเดินหน้าไปสู่สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สามารถทำได้จริง

อนึ่ง ความโปร่งใสจะนำไปสู่ความรับผิดชอบได้ต้องมีความเข้าใจข้อมูลและมีการถกเถียงในเวทีสาธารณะว่าทรัพยากรควรจะถูกบริหารอย่างไร EITI จึงเน้นว่ารายงานต้องครอบคลุม เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทั่วไปสำหรับประชาชน เมื่อประชาชนเข้าใจถึงรายได้และรายจ่ายของรัฐสักระยะ ก็จะเห็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน EITI จึงช่วยทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งอีกด้วย

ปัจจุบัน EITI มีประเทศสมาชิกเต็มขั้น (compliant) 31 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนายกเว้นนอร์เวย์ มีประเทศที่กำลังเตรียมการเป็นสมาชิก (candidate) 17 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ นอกจากนี้ ประเทศเยอรมัน ออสเตรเลีย และฝรั่งเศสก็กำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วม

ผู้เขียนเชื่อว่า EITI เป็น win-win สำหรับผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 3 กลุ่ม

รัฐบาล - ประเทศที่เริ่มพัฒนาจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพราะ EITI ช่วยป้องกันหรือลดการคอร์รัปชัน ส่วนประเทศพัฒนาแล้วที่มักมีกฎหมายเข้มเรื่องความโปร่งใสอยู่แล้ว จะได้ประโยชน์ในการลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจกับภาคประชาสังคม ประเทศไทยซึ่งอยู่ในข่ายกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์นี้เป็นหลักแต่ต้องปรับปรุงกฎหมายด้วย

เอกชน - ดำเนินการโดยไม่ต้องวิ่งเต้นเป็นต้นทุนแฝง สามารถทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาตามความคาดหมายของนักลงทุน และลดความเสี่ยงที่บริษัทลูกจะไปมีส่วนในการคอร์รัปชันซึ่งจะทำให้บริษัทแม่ถูกลงโทษแรงตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังช่วยให้การดำเนินงานในพื้นที่ราบรื่นขึ้นเพราะเกิดความเข้าใจและไว้วางใจจากประชาชน ทั้งนี้ EITI ยอมรับว่าความโปร่งใสต้องอยู่ในบริบทของการเคารพสัญญาและกฎหมาย ผู้ตรวจสอบอิสระจึงมีบทบาทสำคัญ

ประชาชน - ตัวแทนได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลของรัฐและเอกชน สามารถตรวจสอบอย่างละเอียดใกล้ชิด สอบถามสิ่งที่อยากรู้หรือสงสัยได้อย่างเป็นทางการ สำหรับประเทศไทยที่มีการเปิดเผยข้อมูลพอสมควรและมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ประโยชน์จะอยู่ในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้ทุกฝ่ายพูดคุยบนฐานข้อมูลเดียวกัน ทั้งจะสร้างความมั่นใจให้สาธารณชน ซึ่งจะสามารถแยกแยะความจริงและข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ออกจากวาทกรรมที่มาจากความเข้าใจผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน

EITI เป็นโครงการตามความสมัครใจ แต่เมื่อประเทศไหนเข้าร่วมแล้วทุกบริษัทในกิจกรรมสกัดทรัพยากรในประเทศนั้นๆ ต้องร่วมมือในการให้ข้อมูลตามกติกาซึ่งมักออกเป็นกฎหมาย ขั้นตอนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีเริ่มด้วยการลงทะเบียนดังนี้ (1) รัฐบาลแถลงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นภาคี EITI อย่างเป็นทางการ (2) รัฐบาลแต่งตั้งหัวหน้าดำเนินการ EITI (3) รัฐบาลทำพันธสัญญาร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาชน และจัดตั้งกลุ่มคณะผู้มีส่วนได้เสีย (4) กลุ่มคณะผู้มีส่วนได้เสียจัดทำแผนการทำงาน (Workplan) ซึ่งแต่ละประเทศอาจจัดลำดับความสำคัญแตกต่างกันออกไปตามแต่สถานการณ์หรือปัญหาของตน

นิตยสาร The Economist วิจารณ์ว่าในหลายประเทศรัฐบาลมากกว่าเอกชนจะเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงความโปร่งใส แต่ในช่วงปฏิรูปประเทศไทยที่ไม่มีการครอบงำของธุรกิจการเมือง รัฐบาลน่าจะถือโอกาสเข้า EITI เพราะนอกจากจะแก้ไขความขัดแย้งแล้ว ยังเป็นการปฏิรูปก้าวสำคัญทั้งในการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียม และเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับประชาธิปไตยอีกด้วย

---------------

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิใช่ขององค์กรใด