สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทชั้นนำต่างๆ ของโลกทยอยประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สี่ของปีออกมา
ซึ่งก็เป็นธรรมดาของโลกนะครับที่มีทั้งสุข ทุกข์ เศร้า คละเคล้ากันไป ในขณะที่กำลังนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้มีอยู่สี่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาแล้วมีความน่าสนใจที่อยากจะมาเขียน วิเคราะห์สู่กันครับ
เริ่มจาก Apple ก่อน ท่านผู้อ่านคงทราบแล้วว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา Apple สามารถทำกำไรได้ถึง $18 billion หรือถ้าคิดเป็นเงินไทยก็แค่ 594,000,000,000 บาทเองครับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นกำไรสูงสุดที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจะทำได้ในรอบไตรมาสหนึ่งเลยนะครับ ท่านผู้อ่านก็คงเดาได้ว่ากำไรส่วนใหญ่ของเขามาจากการออก iPhone 6, 6+ ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา Apple ขาย iPhone ได้ทั้งสิ้น 74.5 ล้านเครื่อง (เอง) แต่สิ่งที่น่าสนใจคือยอดขายของ iPad นั้นกลับตกลง 18%
สิ่งที่น่าติดตามต่อคือกำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์ของ Apple ในครั้งนี้ จะเป็นเพียงแค่ความมหัศจรรย์เพียงครั้งเดียว หรือ จะยั่งยืนต่อไป และจากที่ Apple จะออก Apple Watch ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ จะสามารถรักษาระดับกำไรของ Apple ต่อไปได้หรือไม่?
คราวนี้มาลองดูค่ายคู่แข่งอย่าง Samsung บ้างครับ ในส่วนของมือถือนั้นต้องยอมรับว่า Samsung เริ่มประสบกับปัญหาในตลาดบนที่ต้องชนกับ Apple และในตลาดกลางและล่างที่ค่ายใหญ่ๆ ของจีนแดงก็รุกตลาดกันค่อนข้างหนัก ทำให้ในไตรมาสที่ผ่านมา กำไรของ Samsung ตกลงถึงร้อย 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และถือเป็นการตกลงของกำไรของบริษัทมาสามไตรมาสติดต่อกัน
อย่างไรก็ดี เราอาจจะไม่ต้องห่วง Samsung มากนักก็ได้ครับ เนื่องจากเขามีหลายธุรกิจ แต่ที่น่าสนใจคือในขณะที่ Apple สามารถทำกำไรได้อย่างน่ามหัศจรรย์จาก iPhone นั้น ธุรกิจ IT & Mobile ของ Samsung ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจที่ดูแลด้านมือถือ กลับมีกำไรลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 64 นั้นคือมีกำไรจากการดำเนินงานเพียงแค่ $1.8 billion (ตัวเลขเหมือนกับของ Apple เลยนะครับ เพียงแต่วางจุดทศนิยมต่างกันเท่านั้นเอง) ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามปีนี้ก็คือ มือถือ Samsung นั้นจะสามารถกู้ชื่อกลับมาได้อีกครั้งหนึ่งไหม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เจอทั้ง iPhone จากตลาดบน และ Xioami / Lenovo จากตลาดกลางและล่าง
มาดูอีกยักษ์ใหญ่ทางด้าน IT บ้างครับ ด้านคือ Facebook หลายท่านจะนึกว่า Facebook นั้นน่าจะอยู่ในขาลงแล้ว เพราะวัยรุ่นเล่นน้อยลง ในขณะเดียวกันก็มีทางเลือกใหม่ๆ มากขึ้น แต่ปรากฏว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว Facebook มีกำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 34 ($701 million) โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 49 การเพิ่มสมาชิกใหม่ใน Facebook นั้นชะลอตัวมานานพอสมควร แต่สาเหตุที่รายได้เพิ่มขึ้นนั้น ก็มาจากรายได้จากค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้นครับ รายได้จากค่าโฆษณาต่อผู้ใช้งานของ Facebook นั้นเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 31 และที่น่าสนใจต่อก็คือในปัจจุบันร้อยละ 85 ของผู้ใช้ Facebook นั้นเข้าถึง Facebook ผ่านทางอุปกรณ์ไร้สาย (โทรศัพท์ Tablet) ทำให้ร้อยละ 69 ของรายได้จากค่าโฆษณาของ Facebook นั้นมาจาก mobile advertising
ความน่าสนใจในปีนี้ของ Facebook คือ ในเมื่อผู้ใช้งาน Facebook ลดน้อยลง (ทั้งจำนวนและเวลา) แต่ Facebook จะยังสามารถรักษาหรือเพิ่มระดับรายได้จากค่าโฆษณาของตนเองต่อไปได้อย่างไร?
มาถึงบริษัทสุดท้ายครับ ซึ่งชะตากรรมน่าเศร้านิดนึง นั้นคือผลประกอบการและชะตากรรมของ CEO ของ McDonald ครับ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ที่ผ่านมานั้น ยอดขายของ Mc ตกลง 7% และถ้าเทียบทั้งปี ยอดขายตกลง 2% ส่วนกำไรตกลง 15% ซึ่งสาเหตุหลักๆ นั้นก็มาจากทั้งกระแสความตื่นตัวในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งคนก็ยังมองว่าอาหารของ McDonald นั้นไม่ได้ส่งเสริมสุขภาพเท่าไร ขณะเดียวกันก็มีข่าวพบการปนเปื้อนของสิ่งต่างๆ ในอาหารของ McDonald จากหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทำให้กระแสความนิยมตกลง ประกอบกับการแข่งขันที่คู่แข่งขันต่างๆ ก็น่ากลัวขึ้น ทั้งเจ้า Burger King หรือ Wendy รวมทั้งคู่แข่งขันรายใหม่ๆ ในตลาด
สำหรับที่ผมบอกว่าเป็นชะตากรรมที่น่าเศร้าของ Mc นั้นก็คือ Don Thompson ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทเพิ่งประกาศลาออกไป ทั้งๆ ที่นั่งกุมบังเหียนอยู่เพียงแค่ 3 ปี และอายุเพียงแค่ 51 เท่านั้นเอง สาเหตุหลักๆ นั้นก็น่าจะเป็นที่ผลประกอบการของ McDonald ที่ตกลงในตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งความท้าทายเหล่านี้ก็ตกเป็นของผู้บริหารคนใหม่แต่ลูกหม้อเก่าที่ชื่อ Steve Easterbrook ครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับชะตากรรมของสี่บริษัท หลังประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสที่แล้วออกมา ถือว่ามีทั้งสุข ทุกข์ เศร้า ปนกันนะครับ และถือว่าเป็นความไม่แน่นอนในโลกธุรกิจจริงๆ






