สภาพเศรษฐกิจของหลายส่วนในโลกที่ยังซบเซา ทำให้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นการเคลื่อนไหวด้านนโยบาย
เพื่อรับมือ เริ่มจากที่รอกันมานานอย่างธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ที่ประกาศแผนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี เป็นมูลค่าเดือนละ 60,000 ล้านยูโร เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนกันยายน 2559 แต่อาจดำเนินไปจนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับเปลี่ยนไปในทางที่ยั่งยืน โดยอีซีบีทำคิวอีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเงินเฟ้อติดลบ 0.2% ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว อันต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2%
ขณะที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้จัดการประชุมนโยบายวาระพิเศษ พร้อมประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างเหนือความคาดหมาย โดยจะชะลอการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สิงคโปร์ด้วยการปรับลดช่วงซื้อขายเงินดอลลาร์สิงคโปร์ เหตุที่ทำเช่นนี้เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตั้งแต่การประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้าลดน้อยลง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มจะซบเซาต่อเนื่องปีนี้
สิงคโปร์แทบไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย นอกเหนือจากการประชุมตามปกติในเดือนเมษายนและตุลาคม ครั้งสุดท้ายที่มีการประชุมนอกรอบคือเดือนตุลาคม 2544 หลังจากเกิดวินาศกรรม 11 ก.ย.2544 ในสหรัฐ ดังนั้นการเคลื่อนไหวนอกรอบครั้งนี้จึงถูกมองว่าธนาคารกลางสิงคโปร์รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องลงมือทันทีแทนที่จะรอถึงการประชุมตามปกติ เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อลดลงมาก โดยธนาคารได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ลงเหลือ -0.5-0.5% จาก 0.5-1.5%
การเคลื่อนไหวของสิงคโปร์ มีขึ้นหลังจากผู้กำหนดนโยบายการเงินทั่วโลก เคลื่อนไหวอย่างนอกเหนือความคาดหมาย รวมถึงธนาคารกลางแคนาดาที่ลดดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ตุรกีกับเดนมาร์กก็ลดดอกเบี้ย การดำเนินการในเวลาไล่เลี่ยกันนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันเงินฝืดผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด แถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่าข้อมูลต่างๆ สะท้อนว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ส่วนตลาดแรงงานนั้น มีการสร้างงานอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน แถลงการณ์มีการระบุด้วยว่าจะติดตามพัฒนาการระหว่างประเทศ เพื่อประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย อันถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2556 ที่เฟดพาดพิงถึงเศรษฐกิจต่างประเทศ
สภาพการณ์ของการนำเครื่องมือต่างๆ มาปรับใช้เพื่อรับมือกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของการเกิดเงินฝืดผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดำดิ่งและปัจจัยพื้นฐานด้านราคาน้ำมันยังดำเนินไปเหมือนเดิมคือการจัดหามีมากเกินความต้องการ ประกอบกับเศรษฐกิจของชาติยักษ์ใหญ่ยังไม่สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้ โดยเฉพาะยูโรโซนกับญี่ปุ่น และล่าสุดสหรัฐก็เริ่มหันมาพิจารณาสภาพการณ์ในต่างประเทศเพื่อประกอบการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนว่าทิศทางในอนาคตยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงและหลายประเทศรวมถึงไทยต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับสภาพการณ์ต่างๆ รวมถึงจับจาผลพวงต่อเนื่องที่จะตามมาจากการดำเนินมาตรการของบางประเทศด้วย เพราะมาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องไปถึงค่าเงินของประเทศนั้นๆ เช่นกัน






