ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วานนี้ (28 ม.ค.) มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2%
โดยมองว่าเงินเฟ้อเสี่ยงต่ำหลุดเป้าหมาย แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด หรืออาจกล่าวได้ว่าภาวะเศรษฐกิจ ยังอยู่ในภาวะที่ทรงตัว ไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิมมาก
มตินี้สะท้อนว่า ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก แม้ก้าวสู่ศักราชใหม่มาเกือบครบ 1 เดือนแล้ว ยังไม่เห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน แต่สัญญาณเศรษฐกิจชะลอเห็นได้ชัดเจนกว่า ยิ่งตอกย้ำให้รัฐต้องเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับชุมชน เป็นแนวทางที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง ต้องทำอย่างจริงจังรวดเร็วและรอบด้าน
โครงการหนึ่งของภาครัฐ ที่น่าจะสอดคล้องกับแนวคิด การกระตุ้นเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยได้เป็นอย่างดี คือ แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ราวกลางปี 2557 เมื่อครั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก้าวขึ้นมาบริหารประเทศใหม่ๆ มีแนวคิดโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 12 พื้นที่ ครอบคลุมหัวเมืองชายแดนรอยต่อประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ
ตามแผนประกอบด้วย 1.อ.แม่สาย 2.อ.เชียงของ 3.อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ตามด้วย 4.อ.แม่สอด จ.ตาก 5.อ.เมือง จ.มุกดาหาร 6.อ.เมือง จ.นครพนม 7.อ.เมือง จ.หนองคาย 8.อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 9.อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 10.บ้านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 11.อ.สะเดา จ.สงขลา และ 12.พื้นที่ชายแดน จ.นราธิวาส ซึ่งทั้ง 12 พื้นที่เหล่านี้แทบทุกแห่ง ล้วนเป็นย่านการค้าชายแดน ซึ่งโดยปกติมีการค้าขายเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้าในท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เหล่านี้ จึงเท่ากับส่งเสริมให้การค้าขายในท้องถิ่น ให้มีความคล่องตัวและเติบโตมากยิ่งขึ้น
ใน 12 พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าว ถูกเลือกมาเป็น แผนพัฒนาระยะแรก 5 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.ด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก ติดประเทศพม่า, 2.ด่านศุลกากร อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ติดประเทศกัมพูชา, 3.ด่านศุลกากรบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ติดประเทศกัมพูชา, 4.ด่านศุลกากรมุกดาหาร ติดสปป.ลาว, 5.ด่านศุลกากรสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ติดประเทศมาเลเซีย ซึ่งหากรัฐเดินหน้าโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะมีส่วนในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ไม่น้อย
หลังจากนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่ 1/2558 วันที่ 19 ม.ค.2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ชัดเจนระบุพื้นที่ครอบคลุม 2 แห่งแล้ว ล่าสุดวานนี้ (28 ม.ค.2558) พล.ต.ตรีคู่ชีพ เลิศหงิม รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้เริ่มงานด้วยการประชุมร่วมกับ นายสมชัยฐ์ หทยตันย์ติ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ เพื่อร่วมวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษตากแล้ว หวังว่าโครงการจะเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องดังเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ หากรัฐบาลพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษได้สำเร็จ โอกาสฟื้นเศรษฐกิจประเทศ จากปัจจัยภายในน่าจะมีความเป็นไปได้ในทิศทางที่ดี






