อาจารย์จวงจื้อ (พ.ศ. 174-257) เป็นปราชญ์แห่งลัทธิเต๋าที่ปรมาจารย์เล่าจื้อได้วางรากฐานไว้
คัมภีร์ “เต๋าเต็กเก็ง” อมตะของท่านเล่าจื้อมีสาระที่คู่ขนานกับพระธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างน่าพิศวงยิ่ง ท่านจวงจื้อจึงมี “เคล็ดลับ” ในการมองโลกที่น่าสนใจทีเดียว
วันหนึ่ง ขณะเดินทางผ่านป่าละเมาะ ท่านจวงจื้อกับกลุ่มลูกศิษย์พบต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ยืนโดดเดี่ยวแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นบริเวณกว้างอยู่กลางทุ่ง แต่มีลำต้น กิ่งก้านคดงอบิดเบี้ยวเป็นท่อนสั้นๆ ตลอดทั้งต้น
“ดูซิ ต้นคดงอไร้ประโยชน์ เนื้อไม้ไม่ตรงยาวพอที่จะเอาไปสร้างบ้านทำเตียงโต๊ะเก้าอี้ได้ ชาวบ้านจึงไม่ตัดโค่น” ท่านจวงจื้อชี้ให้เห็นเหตุผลอยู่รอดของต้นไม้นี้ แล้วนำลูกศิษย์ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่งในหมู่บ้าน
หลังจากที่ได้ทักทายอาคันตุกะด้วยความตื่นเต้นยินดียิ่ง เพื่อนก็สั่งลูกชายคนโตให้หุงหาอาหารต้อนรับขับสู้คณะผู้มาเยือนทันที
“พ่อ..มีห่านอยู่สองตัว ตัวหนึ่งทำเสียงร้องได้ อีกตัวร้องไม่ได้ พ่อให้เอาห่านตัวไหนทำกับข้าวดีฮะ?”
“เอาห่านที่ร้องไม่ได้ซิลูก เมื่อร้องไม่ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ได้ขบคิดเหตุการณ์เกี่ยวกับต้นไม้และห่าน บรรดาลูกศิษย์ก็ขอหารือกับท่านจวงจื้อ
“ท่านอาจารย์ที่เคารพ ต้นไม้คดงอไร้ประโยชน์ จึงอยู่รอด ส่วนห่านร้องไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ กลับไม่อยู่รอด ท่านมีจุดยืนประการใดต่อ ‘มีประโยชน์’ กับ ‘ไร้ประโยชน์’ ขอรับ?”
“ต้นคดงอใช้ทำอะไรไม่ได้มากไร้ประโยชน์ก็จริง แต่มีใบไม้แผ่กระจายร่มเงาให้ผู้คนได้รับประโยชน์พักร้อนจากแสงแดดแรงกล้า ห่านร้องไม่ได้ไร้ประโยชน์ก็จริง แต่มีประโยชน์เป็นอาหารดับความหิวโหยได้ ต้นไม้ก็ดี ห่านก็ดี ต่างมีส่วน ‘มีประโยชน์’ กับ ‘ไร้ประโยชน์’ เป็นคู่ๆ อยู่ในตัวเอง…” ท่านจวงจื้อตอบโดยละเอียด พลางชี้ให้เห็น “ข้อผิดพลาด” ที่พบบ่อยในการมองโลกว่า
“…แต่เรากลับหลง ‘เลือก’ มองเฉพาะส่วนหนึ่งใดในธรรมชาติเท่านั้น”
ทั้งนี้ เพราะเราเลือกมองด้วย “ใจลำเอียง” ชอบหรือไม่ชอบส่วนหนึ่งใดในต้นไม้หรือห่านนั้น แล้วตีราคาประเมินคุณค่าให้กับสิ่งนั้นๆ ใจลำเอียงคือ “ใจยึดติด” ที่เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม ตลอดจนการโกงกินขายชาติบ้านเมือง
ท่านจวงจื้อเผยเคล็ดลับมองโลกข้อแรกไว้ว่า
“จงมองอย่างพญามังกรซิ เดี๋ยวแปลงตัวเป็นงูเล็กเลื้อยอยู่บนดิน เดี๋ยวเป็นมังกรยักษ์กางปีกกว้างใหญ่สง่างามบินขึ้นท้องฟ้าหายเข้ากลีบเมฆไป”
พญามังกรมองโลกอย่างไร? เรามาทำความเข้าใจกับธรรมชาติตามลัทธิเต๋าสักเล็กน้อยก่อน
ตามปกติ เรามองเห็นธรรมชาติในลักษณะที่มี ภาวะตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ:เกิด-ตาย จิต-กาย ตน-ผู้อื่น ฟ้า-ดิน หัว-ก้อย หญิง-ชาย หยิง-หยาง มิตร-ศัตรู รัก-เกลียด สุข-ทุกข์ นิพพาน-วัฏสงสาร ธรรม-อธรรม ฯลฯ โดยมองเห็นได้ในสองระดับ : รูปธรรมและนามธรรม
ในระดับรูปธรรม เรา “หลงผิด” มองเห็นแต่ละคู่เป็น “ตัวตน” ที่ตายตัวถาวรชั่วนิรันดร ไม่สัมพันธ์กัน โดยเป็นเอกเทศต่อกัน คือ มี “เกิด” โดยไม่มี “ตาย” มี “จิต” โดยไม่มี “กาย” ได้ ซึ่งขัดกับความเป็นจริงในธรรมชาติ และมองเห็นอาทิ “ตน-ผู้อื่น” เป็นข้าง “ซ้าย-ขวา” ของคู่ถุงมือ นี่คือการมองโลกตาม “คติทวินิยม”
ในขณะมองดู “น้ำ-ดิน” ด้วยคติทวินิยม เราจะเห็น “น้ำบาดาล” เป็นตัวตนที่มีอยู่ชั่วนิรันดรและไม่สัมพันธ์กับอะไรทั้งสิ้น ทุนนิยมก็พากันสูบขึ้นมาขายด้วย “ต้นทุนต่ำ-กำไรงาม” ผลกระทบก็คือแผ่นดินกรุงเทพมหานครกำลังทรุดต่ำลงราว 1.5 นิ้วต่อปี และหน่วยราชการสำคัญๆ จะถูกน้ำท่วมอย่างถาวรอีกไม่นานเกินรอ
ภาวะทั้งหลายในธรรมชาติสัมพันธ์กันหมด ไม่มีอะไรอยู่อย่างเอกเทศ วันหนึ่ง เมื่อพลังความร้อนของดวงอาทิตย์เกิดลดลงมากเกินไปด้วยชราภาพ หรือเมื่อดาวพระเคราะห์จูปิเตอร์ยักษ์เกิดหลุดออกจากวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ สุริยจักรวาลที่ “เป็นอยู่” ของเรา ก็จะสูญเสีย “ความสมดุล” เข้าสู่วาระอวสาน ทั้งนี้ ตามสัจธรรมอนิจจัง
เมื่อหลงมอง “ตน-ผู้อื่น” แล้วหลงตนมากกว่าผู้อื่น เราจะยึดติดตนมากกว่าผู้อื่น เมื่อหลงผู้อื่นมากกว่า เราจะยึดติดผู้อื่นมากกว่า และเมื่อหลงไม่มากไม่น้อยกว่ากัน เราจะยึดติดตนผู้อื่นพอๆ กัน ตกอยู่ในภาวะ “ทวิบท” ปั่นป่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ส่วนในระดับนามธรรม เรามองเห็นคู่ อาทิ “หัว-ก้อย” เป็น “ชุด” ที่ไม่เป็นเอกเทศต่อกัน คือ แยกออกจากกันไม่ได้ของเหรียญ “เรือ-พาย” เป็นชุดฯอุปกรณ์เดินทาง “คนอยู่ปลายกระดาน” เป็นชุดฯกระดานหก “ตน-ผู้อื่น” เป็นชุดฯผู้คน “มีประโยชน์-ไร้ประโยชน์” เป็นชุดฯต้นไม้หรือตัวห่าน และ “กลางวัน-กลางคืน” เป็นชุดฯ 24 ชั่วโมง
แต่ละส่วนของแต่ละชุดฯ ต่างอาศัยพลังงานจากธรรมชาติ “บูรณาการเข้าด้วยกัน” เป็นชุดฯของตัวเอง มิฉะนั้น โลกจะไม่มีธรรมชาติเหล่านี้
เมื่อบูรณาการแล้ว แต่ละส่วนของชุดฯต่าง “สัมพันธ์กัน” ให้ “เป็นอยู่” ใน “ความสมดุล” ทรง “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” เป็น “จิตหนึ่ง” จนกว่าจะแตก ดับไปตาม “กฎแห่งธรรมชาติ” ทั้งนี้ เป็นการมองโลกตาม “คติเอกนิยม”
ในชุดฯ “ตน-ผู้อื่น” ผู้มีเมตตาจิตต่อตัวเอง ย่อมมีเมตตาจิตต่อผู้อื่น ผู้มองเห็นความทุกข์ของเด็กทารกพิการแล้ว ย่อมรู้สึกเป็นทุกข์ด้วย ไม่มากก็น้อย เราจึงไม่มีตน ไม่มีผู้อื่น ไม่มีพวกเขา ไม่มีพวกเรา เพราะเราต่างเชื่อมโยงถึงกันและไม่ได้เป็นเอกเทศต่อกัน
ที่ว่า “เราได้เพราะเขาให้” นั้น จริงๆ แล้ว “เขา” ได้จากใครมาก่อน? เมื่อเสกขึ้นมาเองไม่ได้ เขาก็ย่อม ต้องได้มาจาก “ผู้อื่น” ดังนั้น “เขา-ผู้อื่น” ก็คือคู่ที่ “บูรณาการเข้าด้วยกัน” “สัมพันธ์กัน” “เป็นอยู่” ด้วย “ความเป็นหนึ่งเดียว กัน” อย่างแยกกันไม่ออก ในทำนองเดียวกับ “เขา-เรา” ฉะนั้น เราได้เพราะ “เรา” ให้ต่างหาก
การแปลงตัวให้อยู่ได้ทั้งบนฟ้าและดิน นั้น แสดงว่าพญามังกรมองเห็น “ฟ้า-ดิน” เป็นคู่ที่ “บูรณาการ เข้าด้วยกัน” และ “สัมพันธ์กัน” ให้ “เป็นอยู่” ใน “ความสมดุล” ตามธรรมชาติ คือ เห็น “ฟ้า-ดิน” เป็นบ้านหลังเดียวตามคติเอกนิยม ไม่เห็นเป็นสองหลังแยกกันอยู่ตามคติทวินิยม
เคล็ดลับมองโลกข้อสองของท่านจวงจื้อคือ เราพึง “ตื่นรู้” ไว้เสมอ ให้ระมัดระวังไม่ละเมิดขอบเขต ของผู้หลงอยู่กับคติทวินิยม เพื่อจะได้ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” จากผู้หลงยึดติด “ตน” (แม่มดจอมอิจฉาริษยาในนิทานอมตะเรื่องสโนว์ไวท์กับคนแคระเจ็ดคน) และจากผู้หลงยึดติด “ผู้อื่น” ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา (กลุ่มการเมือง) โดยฝากคำเตือนใจอมตะไว้ว่า
“อย่าทำตนเป็นคนมีประโยชน์ดีเด่นเกินไปจนผู้อื่นรู้สึกอิจฉาริษยาหมายปองร้าย และอย่าทำตนเป็นคนไร้ประโยชน์สิ้นดี จนผู้อื่นรู้สึกเกลียดชังหมายกำจัด”
ตามคติทวินิยม เมื่อหลงยึดติดอยู่กับ “เกิด” “ชีวิต” “วัตถุ” หรือ “เงินทอง” เราจะบังเกิด “ความกลัวตาย” เพราะไม่ต้องการพลัดพรากจากชีวิตและสรรพสิ่งนอกกาย ซึ่งกลายเป็น “หน้าตาทั้งหมด” ของเรา ยิ่งหลงมากก็ยิ่งกลัวตายมาก ทหารค่ายคติทวินิยมยอมพ่ายแพ้ต่อความกลัวตายของตนก่อนออกศึกสู้รบกับศัตรูด้วยซ้ำไป
ชีวิตที่โกงกินขายชาติบ้านเมือง คือชีวิตที่หลง “โกงกินตัวเอง” โดยยึดติดวัตถุเงินทองอำนาจอย่างไม่รู้จักอิ่มพอ และมุ่งหวังให้สิ่งนอกกายล้นฟ้าท้ามหาสมุทรที่ตนได้ฉกฉวยขโมยขโจรมาได้เหล่านี้ มีอำนาจเนรมิตตนให้เป็นอมตะบุคคลตลอดไป เพื่อจะได้ไม่กลัวตาย นับเป็นโรคจิตผิด “กฎแห่งธรรมชาติ” ที่ทำให้คนโกงตัวเองนี้ ไม่สามารถทำคุณประโยชน์แท้จริงต่อตนเองหรือสังคมส่วนรวมเลย
ชีวิตตามคติเอกนิยมไม่ “ครอบครอง” ธรรมชาติ แต่เป็นชีวิตที่ “เป็นอยู่” “สัมพันธ์” “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติ เครื่องอ่านคลื่นสมองเอฟเอ็มอาร์ไอได้พิสูจน์แล้วว่า เราสามารถสื่อสารกันโดยเพียงแต่ส่งกระแสจิตถึงกัน ขณะที่ทฤษฎีเกี่ยวกับแควนตั้มทำให้เราเข้าใจเหตุผลที่บางคนสามารถมองเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่ายอาคารที่ปิดมิดชิด ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็น “ความเป็นหนึ่งเดียว” หรือ “จิตหนึ่ง” ในธรรมชาติ
สรุป ท่านจวงจื้อมิได้มีจุดยืนอยู่กับคติทวินิยม คือ ไม่ได้มองแต่ละคู่ของธรรมชาติในสภาพตายตัวชั่วนิรันดร ไม่สัมพันธ์กัน โดยเป็นเอกเทศต่อกัน และไม่เลือกมองด้วยอคติใจลำเอียงยึดติดแต่อย่างใด
ท่านจวงจื้อมีจุดยืนอยู่ที่คติเอกนิยม ท่านมีเคล็ดลับให้มองโลกเยี่ยงพญามังกร โดยเห็นธรรมชาติเป็นคู่ๆ ที่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียวกันบนความสมดุล คือ มี “จิตหนึ่ง” และท่านให้มองด้วย “จิตตื่นรู้” ที่ไม่ละเมิดขอบเขตของผู้หลงอยู่กับคติทวินิยม ทั้งนี้ เพื่อชีวิตจักได้ดำเนินไปอย่างกลมกลืนกับ “เส้นทางชีวิตและคุณธรรม” แห่งลัทธิเต๋า






