วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversityand Convergence (34) : รัฐกับตลาด

คําถามที่ว่า ทำไมยุโรปถึงมีรัฐสวัสดิการที่เข้มข้นหรือใหญ่กว่าอเมริกานั้นแยกกันไม่ออก

จากคำถามที่ว่า ทำไมยุโรปจึงชอบสังคมนิยม มีความเป็นฝ่ายซ้าย มีขบวนการแรงงานและการเคลื่อนไหวทางสังคมที่บอกถึงการมีอำนาจมากกว่ากรณีของอเมริกา เราอาจจะถามได้เช่นกันว่า ทำไมพรรคแรงงานไม่สามารถเติบใหญ่ฝังรากลึกในการเมืองของอเมริกาได้เหมือนในยุโรป

ในตอนนี้เราจะพูดถึงความแตกต่างทางด้านสถาบันทางการเมืองซึ่งจะรวมไปถึงระบบการเลือกตั้งและบทบาทของศาลสถิตยุติธรรมหรือศาลสูง (Supreme Court) ในกรณีของอเมริกา เมื่อพูดถึงความแตกต่างของสถาบันการเมืองระหว่างยุโรปและอเมริกา เราต้องตระหนักเสมอว่า สถาบันการเมืองนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นเอกเทศหรือสุญญากาศ มันขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม ขึ้นอยู่กับผลิตผลของประวัติศาสตร์ ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างอำนาจ สถาบันการเมืองจึงเป็น endogenous institution ช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์ที่เราต้องนึกถึงเวลาเราเปรียบเทียบยุโรปกับอเมริกาที่จะละเลยไม่ได้ คือช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะช่วง 31 ปี (1914-1945) ที่สงครามครั้งใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มและจบลงที่ยุโรป การที่ยุโรปมีคนตายไปประมาณ หนึ่งร้อยล้านคน ไม่รวมคนที่บาดเจ็บและความเสียหายอื่นๆ ขณะที่อเมริกาคือผู้ชนะสงคราม โครงสร้างและเสถียรภาพทางการเมืองของอเมริกามีความต่อเนื่อง แต่สำหรับยุโรปไม่ว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้สงคราม ตั้งแต่รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรีย อิตาลี ตุรกี กรีซ สเปน รวมทั้งประเทศเล็กๆ แถบสแกนดิเนเวียมิติทางสังคมและระบอบการเมืองโครงสร้างอำนาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งความเสียหายที่ยับเยิน

โดยสรุป ครึ่งศตวรรษที่ 20 ของยุโรป และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นครึ่งศตวรรษของการปะทะกันของกระบวนการแรงงาน การผงาดขึ้นของความต้องการสังคมนิยมปะทะกับฝ่ายขวา ฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายอำนาจนิยม ฟาสซิสต์ (เช่น มุสโสลินี ในอิตาลี) หรือ นาซี (ฮิตเลอร์ ในเยอรมนี) โดยมีบทบาทของกองทัพที่มีหรือไม่มีน้ำยาเป็นปัจจัยเสริมในการกำหนดดุลแห่งอำนาจทางการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการก่อตัวของรัฐสวัสดิการ เพราะรัฐสวัสดิการเป็นรัฐที่ต้องการกระจายรายได้จากกลุ่มคนที่มีมากมาสู่กลุ่มคนที่มีน้อยหรือไม่มี โดยเฉพาะ ทรัพย์สิน

ทำไมนักวิชาการจึงมองว่าระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representation) เมื่อเทียบกับระบบเสียงข้างมาก (Majoritarian) สามารถมีบทบาทต่อความสำคัญหรือความเข้มข้นของรัฐสวัสดิการได้โดยเฉพาะในกรณีของยุโรปและสหรัฐอเมริกา และโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในแต่ละสังคมจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดว่าระบบเลือกตั้งใดจะถูกนำมาใช้ เพราะมันอำนวยประโยชน์ให้แต่ละฝ่ายในสังคมไม่เท่ากัน ระบบเลือกตั้งกำหนดโอกาสหรือความน่าจะเป็นในเชิงสถิติการเข้าสู่อำนาจ ตัวอย่างเช่น ระบบเลือกตั้งที่ใช้กันมากในแต่ละเขตเลือกตั้งที่อาจจะมีผู้สมัครหลายๆ คน ใครได้คะแนนสูงสุดหนึ่งคนเป็นผู้ชนะ หรือที่เรียกว่า First Pass the Post เป็นระบบผู้ชนะกินขาดหรือ Winner takes all ทั้งๆ ที่คะแนนของผู้ชนะอาจจะเป็นเสียงส่วนน้อยด้วยซ้ำไปก็ได้ หรือแม้กระทั้งการเลือกผู้นำประเทศ เช่น ประธานาธิบดี ที่ได้คะแนน 51 เปอร์เซ็นต์ โดยอีก 49 เปอร์เซ็นต์ถือเสมือนว่าไม่ได้รับการดูแลหรือแยแส ก็มีข้อเสีย ระบบการเลือกตั้งแบบ majoritarian ที่ใช้สำหรับอเมริกาและอังกฤษมาเป็นเวลานาน เป็นระบบที่มีแนวโน้มที่ทำให้เกิดพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค และมีอคติที่ทำให้พรรคเล็กๆ เกิดขึ้นยาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ไปกำหนดสัดส่วนหรือเปอร์เซ็นต์ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่พรรคจะได้รับไว้สูงเกินไป (บางคนอาจบอกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ก็ยังสูงไป) โอกาสที่พรรคเล็กๆ จะมีผู้แทนเหมือนเป็น Niche Market ก็จะมีมากขึ้น ในสังคมอย่างอเมริกาที่คนผิวขาวยังเป็นคนส่วนใหญ่ มีคนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นๆ จำนวนมาก คนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่นๆ ย่อมต้องการมีสิทธิมีเสียงในระบบการเมืองผ่านการเลือกตัวแทนในระบบเลือกตั้ง ย่อมอยากสนับสนุนระบบสัดส่วนเพราะเห็นโอกาสที่สูงขึ้นที่ผู้แทนของตนจะได้รับเลือกตั้งในระบบสัดส่วนมากกว่าในระบบ majoritarian นี่คือตรรกะแรกที่จะนำไปสู่ความโยงใยของระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนที่มีผลต่อบทบาทของรัฐสวัสดิการ คือคนที่ต้องการรัฐสวัสดิการ ต้องมีอำนาจหรือมีปากมีเสียงทางการเมือง

ในทางตรงกันข้ามการที่คนอเมริกันส่วนใหญ่มีอคติรังเกียจคนผิวดำและคนเชื้อชาติอื่น ย่อมไม่อยากเห็นคนกลุ่มนี้มีอำนาจทางการเมือง มีปากมีเสียง ดุลอำนาจทางการเมืองของอเมริกาย่อมไม่สนับสนุนการเกิดขึ้นของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน และถ้าดูข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าความจริงเป็นเช่นนั้น

จริงๆ ความคิดเรื่องส่วนที่เป็นข้อดีของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนนั้น นักคิด เช่น John Stuart Mill ในอังกฤษและคนอื่นๆ ในอเมริกาคิดและสนับสนุนตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 Illinois เป็นรัฐแรกในอเมริกาที่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน ทั้งๆ ที่ศาลคัดค้าน แต่ในที่สุดพลังผลประโยชน์สำคัญกว่าสำหรับอเมริกาแม้ในช่วงยุค Progressive ในปลายศตวรรษที่ 19 ฝ่ายที่มีอำนาจหรือฝ่ายขวาของอเมริกาเมื่อไรที่มีโอกาส ก็จะทำลายความนิยม เช่น ใช้ภัยคุกคามที่มาจากคอมมิวนิสต์ หรือนิโกรจะได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการก็จะอ้างว่าระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนนี้แหละจะทำให้อเมริกาพินาศหรือล่มสลาย ระบบการเลือกตั้งระบบสัดส่วนจึงไม่เคยก่อร่างสร้างตัวในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอังกฤษ

ตรงกันข้ามสำหรับกรณีของยุโรป โดยทั่วไปอาจจะกล่าวได้ว่า การที่ยุโรปเป็นสังคมที่ชาติพันธุ์เชื้อชาติผิวหรือสีของคนในสังคมมีความเป็นหนึ่งเดียวกันหรือแตกต่างกันน้อยกว่าที่เกิดในสหรัฐอเมริกา (แต่ยุโรปในปัจจุบันเริ่มมีปัญหาของแรงงานอพยพต่างเชื้อชาติมากขึ้น จะเป็นปัญหาในอนาคตได้เช่นกัน) ยุโรปมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเมื่อใดก็ตามที่เสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมากเริ่มมีอำนาจทางการเมือง ซึ่งในทางปฏิบัติจะเป็นกลุ่มคนในสังคมที่ต้องการสังคมนิยมและรัฐสวัสดิการ

เราจะเห็นได้ชัดจากประวัติศาสตร์ความลุ่มๆ ดอนๆ ขึ้นๆ ลงๆ ของการนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ในกรณีของยุโรป กรณีของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1945 เมื่อฝ่ายพันธมิตรเห็นชัยชนะของสงคราม ฝ่ายต่อต้านเยอรมันในฝรั่งเศสที่เป็นฝ่ายซ้ายและคอมมิวนิสต์ครองความเป็นใหญ่ กุมอำนาจในการร่างรัฐธรรมนูญสำหรับสาธารณะรัฐที่ 4 มีการกำหนดการเลือกตั้งที่เป็นแบบสัดส่วน แต่ 15 ปีต่อมา สมัยนายพลเดอโกลด์ ฝ่ายขวาอนุรักษ์และประธานาธิบดีมีอำนาจเข้มแข็งและทหารเป็นใหญ่ ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนถูกยกเลิก กลับไปใช้ระบบเสียงข้างมาก แต่ต่อมาเมื่อมิตเตอรองด์เป็นประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยม ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนก็กลับมาใหม่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากรณีของฝรั่งเศส ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนขึ้นอยู่กับการขึ้นมาและการจากไปของฝ่ายซ้าย มันไม่เคยเป็นอะไรที่ถาวรในภูมิทัศน์การเมืองของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนก็ยังเป็นของใหม่ในยุโรปจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเฉพาะช่วง 1917-1929 สำหรับประเทศเช่น เบลเยียม ฟินแลนด์ โปรตุเกส สวีเดน ตามมาในระยะใกล้ๆ กันคือ ออสเตรีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนกรีซและสเปนเริ่มมาใช้หลังสุดเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตยในทศวรรษ 70 และใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเพราะเป็นกระแสของยุโรป

สำหรับยุโรปและอเมริกา ความแตกต่างในรัฐสวัสดิการนั้นอธิบายได้อย่างมีนัยสำคัญจากความแตกต่างของระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนได้