ใครไม่รู้เสนอว่าถ้าจะเปลี่ยนให้การเมืองไทยดีขึ้น ก็ควรจะเปลี่ยนคำว่า นักการเมือง เป็น นักพัฒนาประชาธิปไตย
ที่ผมกลัวก็คือว่าจะมีคนเสนอแย้งขึ้นมา ว่าถ้าจะให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ควรจะเปลี่ยนคำว่า “นักการเมือง” เป็น “นักกินเมือง” ก็จะยุ่งกันใหญ่
ความจริง เรื่องจะเรียกคนเหล่านี้ว่าอย่างไร เป็นประเด็นของการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทยมาช้านานแล้ว
บางคนบอกให้เรียกเป็น “นักทำการเมือง” ไม่ใช่ “นักเล่นการเมือง” เพราะคำว่า “เล่น” ให้ความหมายไปในทางไม่เอาจริง เอาแต่เล่น
บางคนบอกว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่นักการเมือง เป็นเพียง “นักเลือกตั้ง” เพราะเก่งแต่เรื่องการหาเสียงเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่มีความสามารถด้านการบริหารบ้านเมือง แก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศชาติไม่ได้ และไม่มีวิสัยทัศน์ในการรับใช้ประชาชาติ
คนเหล่านี้ไม่เคยเข้าใจว่าการเมืองคือ การเสียสละเพื่อทำงานให้กับสาธารณชน ไม่ใช่การเข้ามาแสวงหาอำนาจเพื่อกอบโกยและสร้างอำนาจบารมี เพื่อสร้างความมั่งคั่งผ่านนโยบายที่เอื้อต่อการทำมาหากินของตนและพวกพ้อง
คนเหล่านี้ไม่เคยสำนึกว่าประชาชนสิ้นหวังในคุณภาพที่มี แต่ลดน้อยถอยลงของนักการเมือง และไม่เคยคิดจะแก้ไขพฤติกรรมของตน จึงเป็นที่มาของวิกฤตการเมือง เพราะคนที่ชนะเลือกตั้งไม่เคยสามารถบริหารประเทศให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้
เราจึงเป็นเพียง “ประชาธิปไตย” ในรูปแบบ แต่เนื้อหายังห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
เราจึงต้องสร้าง “นักการเมืองที่พึงปรารถนา” กันอย่างจริงจังจากนี้ไปโดยไม่หวังพึ่งแต่เพียงผู้มีอำนาจหรือแม้แต่สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะในท้ายที่สุดการจะสร้างคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาในแวดวงการเมืองอย่างผู้เสียสละ และพร้อมจะทำงานเพื่อประชาชนนั้น จะต้องมาจากการคัดสรร ตรวจสอบ และกลั่นกรองในระดับชั้นของประชาชน
คนไทยทุกคนจะต้องมองการเมืองเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน และจะต้องส่งเสริมคนดีคนซื่อคนเก่ง ต่อต้านคัดค้านและประณามคนโกงคนเลวและ “ศรีธนญชัย” ทั้งหลายอย่างเปิดเผย และไม่ยอมประนีประนอมกับพวกฉ้อฉลเป็นอันขาด
นักการเมืองที่พึงปรารถนาจะต้องเป็นคนเก่งและดีที่สุดของสังคม (The Best and the Brightest) ไม่ใช่เพียงนักโต้วาที หรือนักกิจกรรมที่เก่งแต่เพียงการสร้างภาพลักษณ์ แต่ไม่มีภูมิหลังของความรู้และประสบการณ์การทำงานที่โยงใยกับผลงานที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
การจะให้คนเก่งคนดีเข้ามาทำงานการเมือง ย่อมหมายถึงการที่สังคมต้องสร้างบรรยากาศที่สร้างสรรค์ และมีแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ ให้เห็นการให้และการเสียสละเพื่อสังคม เป็นเป้าหมายอันน่ายกย่องควรแก่การสรรเสริญ
กติกาที่กำลังร่างกันใหม่เพื่อชำระสะสางการเมืองให้สะอาดนั้น ไม่ว่าเจตนาจะดี และหลักการจะฟังดูน่าเลื่อมใสเพียงใด แต่ในท้ายที่สุดการสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ ก็อยู่ที่การที่ภาคประชาสังคมและคนไทยทุกภาคส่วนต้องเห็นความสำคัญของการเมือง
ทุกคนต้องเข้ามีส่วนร่วมการเมืองเพื่อสร้างกลไกของการกลั่นกรอง, ตรวจสอบ, วัดผล, ส่งเสริม, ผลักดันให้เกิด “มาตรฐานการเมือง” ที่สูงกว่าปัจจุบันอย่างเร่งด่วน ต่อเนื่อง และจริงจัง
หาไม่แล้ว เราก็จะกลับไปสู่กรอบเดิม ๆ ของการเมืองเน่า ๆ ที่วนเวียนอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่ร้อยคนที่เรียกตัวเองว่า “นักการเมืองอาชีพ” ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยติดหล่มแห่งความล้าหลัง และความขัดแย้งอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้






