วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การประชาสัมพันธ์รัฐบาล

ารทำประชาสัมพันธ์ใดๆ คงไม่ใช่ PR เริ่มเวลา 8.30 น. และเลิก 16.30 น. แต่เป็น PR 24 ชั่วโมง

คืนความสุขให้คนในชาติ ทางทีวีเมื่อค่ำคืน 16 ม.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีหลากหลายเรื่องราวของการทำงานด้านต่างๆ มาบอกกล่าว เล่าสู่ผู้ฟังผู้ชมเช่นทุกครั้งแล้ว ยังมีเรื่องของการประชาสัมพันธ์ และการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย

“อยากให้ทุกหน่วยงานส่วนราชการได้มีการประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ว่ารัฐได้ทำอะไรไปบ้างให้กับประชาชน และประชาชนได้อะไร อยากให้ประชาชนรับรู้ รับทราบให้มากที่สุด ทำอย่างไรประชาชนถึงจะได้ประโยชน์ เข้าใจรายละเอียดที่รัฐบาลทำไว้มีอะไรบ้าง จะมีส่วนร่วมตรงไหน ไม่ว่าจะเป็นกองทุน การช่วยเหลือ การร้องเรียน การเข้าถึงกฎหมาย หรือการขอรับความช่วยเหลือต่างๆ รัฐบาลออกไปมากมายหลายๆ เรื่องด้วยกัน โดยพยายามชี้แจงทั้งหลังการประชุม ครม.และโดยโฆษกต่างๆ ต่อไปนี้ทุกกระทรวงคงจะต้องชี้แจงให้มากขึ้น หลังจากนำนโยบายไปปฏิบัติขับเคลื่อน ต้องอธิบาย ทำความเข้าใจ ขอให้ประชาชนพยายามฟังบ้าง ถ้าไม่ฟังก็จะไม่รู้ สื่อทุกสื่อช่วยกันเผยแพร่ ช่วยกันสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน” (ติดตามรายละเอียดทางเว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์)

เป็นความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการผล PR ที่สูงขึ้น ถ้าจะว่าไปแล้ว เรื่องของการประชาสัมพันธ์ (PR) เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับผู้นำ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องของการทำงานด้านต่างๆ จึงเป็นโจทย์การบ้านที่หน่วยงานส่วนราชการ กระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง จะต้องนำมาคิด พิจารณา และหาทางปรับกระบวนการประชาสัมพันธ์

จะใช้ PR สนับสนุนงานรัฐบาลอย่างไร

อาจปรับทัพ ปรับทีม ปรับการทำงาน PR ให้กระชับ กระฉับกระเฉงขึ้น จะดีหรือไม่ ประการใด รวมถึงปรับเป้าหมาย PR มิติต่างๆ อาทิ

1) ในระดับบุคคลและหน่วยงาน เช่น 1 สัปดาห์ หน่วยงานควรจะต้องออกข่าว PR กี่ข่าว 5 ข่าว 10 ข่าว หรือตามที่เห็นเหมาะสมว่า ควรเป็นเท่าใด ให้ใครทำและทำให้ได้ตามนั้น อาจต้องเฟ้นหามือเขียนข่าว PR มาเสริมทีม หรือไม่ อย่างไร

2) ในเชิงปริมาณและคุณภาพ เช่น งานโครงการใดๆ จะประชาสัมพันธ์อย่างไร ด้วยคุณภาพข่าวสาร PR เช่นใด ใช้สื่ออะไรบ้าง ด้วยความถี่ PR ขนาดไหน ต่อเนื่อง ครอบคลุม เข้าถึงอย่างไร เป็นต้น

3) ในด้านการป้องกันและแก้ไข เช่น นโยบายใด โครงการไหน มีแนวโน้มจะเกิดความสับสน ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด (ถ้ามี) จะออกข่าว PR เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดอย่างไร ดักปัญหา ก่อนปัญหาจะเกิด หรือมีสถานการณ์ใดที่ไม่คาดคิด จะใช้วิธีการ PR อย่างไร ถึงจะรวดเร็ว ทันการณ์

วันนี้รัฐบาลมีงานที่ทำเยอะมาก และหลากหลายด้าน แข่งกับเวลา ทั้งงานนโยบาย งานประจำ งานพิเศษ เรื่องนั้น เรื่องนี้ อีกทั้งแก้ไขปัญหา สถานการณ์ต่างๆ หน่วยงานส่วนราชการ กระทรวง และฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ จะต้องทำ PR คู่ขนานผู้นำของตน และให้เหมาะสมกับจำนวนงานที่มีมากอย่างไร เพื่อให้ผลงานต่างๆ ของรัฐบาลไปสู่ประชาชนมากขึ้น หวังผล PR 1) ให้รับรู้รับทราบ 2) ให้มีส่วนร่วมปฏิบัติ หากทำให้ 2 ประการนี้เป็นผลเท่าใด ส่งผลประชาชนได้ประโยชน์เท่านั้น

ทีมโฆษกรัฐบาล ในฐานะหัวเรือใหญ่ อาจต้องทำ PR เชิงรุก เข้าใจว่าทำอยู่แล้ว คงต้องทำเพิ่มขึ้น จะอุดช่องโหว่ สร้างเสริม เติมเต็ม PR หรือจะ PR เน้นซ้ำ ย้ำเตือน กระตุ้น จูงใจอย่างไร ให้ได้ผล PR ตรงเป้า เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ทั้งมิติบุคคลและหน่วยงาน มิติปริมาณและคุณภาพ มิติป้องกันและแก้ไข อาจต้องเร่งคันเร่ง PR ทั้งรุก และลงลึกอีกด้วย

โดยลงมาแตะมือกับกลไก PR ข้างล่าง เพื่อสร้างพลัง PR ตรงไหนที่ต้องการ PR เข้าถึงชาวบ้านชนบทที่อยู่ห่างไกล ให้กรมประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งมีจุดแข็ง เชี่ยวชาญงาน PR ในพื้นที่ มีสื่อมวลชนท้องถิ่น รุกเข้าไปให้ถึง หากแตะมือ ร่วมมือพึ่งพา น่าจะดี

ทีมโฆษกรัฐบาลอาจกำหนด ชี้ทิศทาง เป้าหมาย PR ให้กลไก PR ของรัฐทั้งระบบเข้าใจ รู้ใจ ใกล้ชิดกันทั้งระดับบน กลาง ล่าง ตั้งแต่โฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวง ประชาสัมพันธ์กระทรวง โฆษกกรม ประชาสัมพันธ์กรม โฆษกจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด จะขับเคลื่อนไปด้วยกันอย่างไร จัดประชุมร่วมกันสักนิดหนึ่ง ปรึกษาหารือ นัดแนะ ซักซ้อมความเข้าใจ อาจเชิญนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงาน ให้ข้อคิด PR ก็เป็นไปได้

เป็นการปรับทัพ ปรับทีมทำ PR อย่างเป็นแพคเกจและกระบวนการ มุ่งสู่สัมฤทธิผลบนเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้มีน้ำหนัก คุณค่า มูลค่าเพิ่มในงาน PR ถ้าทำได้ เพราะว่างานรัฐบาลก็อยู่ที่กรม และจังหวัดเยอะ มองตารู้ใจ รู้จังหวะโอกาส รุก-รับ เพิ่มความถี่ PR กันอย่างไร หากสัมพันธ์สอดคล้อง เสริมกันย้ำกันอย่างมีทิศทางและเป้าหมาย น่าจะส่งผลกระเพื่อมข่าวสารเข้าถึงประชาชนได้ไม่น้อย

อาจโฟกัสโฆษกกระทรวงมากขึ้น เพราะใกล้ชิดนโยบาย ยกตัวอย่าง ให้สัมภาษณ์คนละ 1 ข่าว/วันหรือแล้วแต่เห็นสมควร 20 กระทรวง 20 ข่าว สร้างบรรยากาศของการประชาสัมพันธ์งานรัฐบาลคึกคัก สื่อมวลชนประจำกระทรวงก็อยู่ใกล้ๆ พร้อมเผยแพร่ หนุนนำข่าวสารกระเพื่อมสังคมวงกว้าง กระตุ้นความสนใจรับรู้ที่ดี ทว่าเหมือนมีเส้นบางๆ คั่นอยู่นิดหนึ่งระหว่างโฆษกฯกับผู้นำกระทรวง ส่วนใหญ่โฆษกฯเป็นข้าราชการประจำ อาจเป็นอธิบดีหรือข้าราชการระดับสูง ด้วยความที่อยู่ในระบบระเบียบราชการ ก็จะเกรงใจให้เกียรติผู้ใหญ่ กลัวข้ามหน้าข้ามตา ไม่กล้าออกสื่อบ่อย ด้วยมารยาทข้าราชการ เป็นข่าวบ่อยเด่นไปก็ไม่ค่อยเหมาะ มีอะไรรอผู้นำให้สัมภาษณ์

ถ้าโฆษกฯไม่ออกสื่อ วันนั้นก็เท่ากับพลาดโอกาส PR 20 ข่าวเช่นกัน ประชาชนจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข่าวสารนโยบาย เสียโอกาสทั้งประชาชนและกระทรวงด้วย ทำอย่างไรจะให้เส้นบางๆ ที่คั่นอยู่หายไป ขณะที่คงความเข้าใจ สัมพันธ์ที่ดี ซึ่งดูแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะโฆษกก็มาจากผู้นำกระทรวงแต่งตั้ง

มิเพียงนั้น การทำประชาสัมพันธ์ใดๆ คงไม่ใช่ PR เริ่มเวลา 8.30 น. และเลิก 16.30 น. แต่เป็น PR 24 ชั่วโมง ไม่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าจะเกิดอะไร เช่น เกิดอุบัติเหตุรุนแรงอย่างหนึ่งอย่างใดในเวลา 6 โมงเย็น หรือเกิดน้ำป่าพายุโคลนถล่มเที่ยงคืนที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ประชาสัมพันธ์จังหวัดจะรู้ดีที่สุด ทำงานอยู่กับสื่อมวลชนท้องถิ่น จะประชาสัมพันธ์เพื่อแก้ไขให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนอย่างไร ประชาสัมพันธ์จังหวัดยกหูโทร.ถึงโฆษกรัฐบาล โทร.หาโฆษกกระทรวง เนื่องจากวันนี้ปัญหาสถานการณ์ อุบัติภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจต้องให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ เป็นต้น

เป็น PR ที่ถึงกันหมด บน-กลาง-ล่าง-ข้างเคียง ใน-นอกเวลาราชการ นำ “ผลงาน” สู่ “ผล PR” อยู่ที่ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ของรัฐจะพิจารณา ถ้าทำได้ หรือทำอยู่แล้ว ถือเป็นพลัง PR ที่น่าสนใจ