วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ของไทย : ดึงดูดนักลงทุนยุโรปมาไทยและอาเซียน

หัวใจหลักตามยุทธศาสตร์ใหม่ที่บีโอไอประกาศก็คือ เน้นการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณค่า

ล่าสุดได้มีโอกาสไปเข้าร่วมงานแถลงยุทธศาสตร์ใหม่การส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย ระยะ 7 ปี สำหรับ พ.ศ. 2558 - 2564 ของเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) หรือ บีโอไอ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เข้าร่วมงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2557 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ของประเทศไทยฉบับนี้ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป เป็นที่จับตาของนักลงทุนต่างชาติรวมทั้งนักลงทุนยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วและสนใจมาลงทุนในไทยและภูมิภาค ว่าทิศทางนโยบายการสนับสนุน ส่งเสริม และอำนวยความสะดวกการลงทุนตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของไทยที่ประกาศภายใต้รัฐบาลชุดนี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้มากน้อยเพียงไร ที่สำคัญ จะเป็นมีแนวโน้มเปิดรับและเป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติมากน้อยเพียงไร

หัวใจหลักตามยุทธศาสตร์ใหม่ที่บีโอไอประกาศก็คือ เน้นการส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณค่า ทั้งในประเทศและการลงทุนของไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ก้าวพ้นการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง (Middle Income Trap) และเติบโตอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นเรื่องการ :

1.ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

2.ส่งเสริมกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทน เพื่อการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

3.ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของการลงทุน (Cluster) ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่มูลค่า

4.ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เกื้อกูลต่อการสร้างความมั่นคงในพื้นที่

5.ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และรองรับการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

6.ส่งเสริมการลงทุนของไทยในต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย และเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก

6 ประเด็นหลักที่บีโอไอกำหนดในแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่ของไทยในอีก 7 ปีข้างหน้าล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในยุทธศาสตร์การพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่มที่ได้รับการพูดถึงกันมานาน จนถึงเรื่องใหม่ๆ ได้แก่ เรื่องการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือว่าเป็นข้อริเริ่มที่ดีสำหรับการกระจายความเจริญและเม็ดเงินออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรมหลักไปยังบริเวณอื่นๆ ด้วย โดยต้องดูว่าจะมีนโยบายการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร พร้อมๆ กับการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำลังดำเนินการอยู่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้หากรัฐบาลเร่งดำเนินไปในทิศทางที่ดีจะเป็นการส่งสัญญาณเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติได้อย่างดีทีเดียว

นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ดังกล่าวยังมีการเปลี่ยนแปลงการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ เป็นการให้สิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ (Activity-based Incentives) ตามลำดับความสำคัญของประเภทกิจการ A1, A2, A3, A4 และ B1, B2 (ธุรกิจของท่านอยู่ในประเภทกิจการไหน ก็จะได้สิทธิประโยชน์ตามนั้น)

หากอยู่ในกลุ่ม A1 ซึ่งได้แก่อุตสาหกรรมฐานความรู้ เน้นการออกแบบ ทำ R&D เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือ พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากขยะ หรือ เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel) กิจการบริการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์กิจการวิจัยและพัฒนาจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ไม่จำกัดวงเงิน ยกเว้นอากรเครื่องจักร วัตถุดิบ Non-tax ซึ่งถือเป็นระดับการให้สิทธิประโยชน์ที่สูงที่สุด

และยังมีการสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-based Incentives) ซึ่งเป็นการกำหนดสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนหรือใช้จ่ายในกิจกรรมที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศหรืออุตสาหกรรมโดยรวมมากขึ้น

สำหรับการลงทุนของนักลงทุนยุโรปในไทย ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทยมากเป็น อันดับที่ 4 (รองจากอาเซียน ญี่ปุ่น และจีน) จำนวน 123 โครงการ มูลค่าการลงทุน 16,736 ล้านบาท โดยประเทศสมาชิก EU ที่ ลงทุนในไทยมากสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (4,252.4 ล้านบาท) สวีเดน (3,269.4 ล้านบาท) ฝรั่งเศส (3,045.1 ล้านบาท) โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของยุโรป (มูลค่าการลงทุน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) อาทิ กิจการผลิตพลาสติกและผลิตภัณฑ์เคลือบพลาสติก ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตเลนส์ และยังมีความสนใจไทยอยู่อย่างมาก

แต่อย่าลืมว่า นักลงทุนยุโรปเหล่านี้ทั้งที่ลงทุนอยู่แล้วและสนใจลงทุนในไทย มิได้มองมาที่ไทยและตลาดของไทยอย่างเดียว แต่ที่จริงสนใจการกระจายและสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนและจีนตอนใต้เป็นสำคัญ ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า บทบาทของไทยที่พร่ำพูดกันอยู่ตลอดว่าเราจะต้องเป็น อยากเป็น หรือควรจะเป็น "ผู้นำอาเซียน" จึงเป็นปริบทสำคัญในการช่วยดึงดูดนักลงทุนยุโรปและต่างชาติอื่นๆ มาลงทุนในไทยและใช้ไทยเป็นฐานหรือ "ฮับ" สำหรับภูมิภาคนี้ในอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีศักยภาพ

เรื่องการที่ไทยต้องเป็น “ฮับอาเซียน” จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นเรื่องการกำหนดอนาคตเศรษฐกิจของไทย และมีส่วนสำคัญอย่างมากในนโยบายการส่งเสริมและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาไทยโดยต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกด้านการค้าในภูมิภาคอาเซียนการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างความเชื่อมโยงและเชื่อมต่อในภูมิภาคให้ได้อย่างแท้จริง

ที่สำคัญการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (แบบสิงคโปร์) ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังในงานสัมมนาของบีโอไอครั้งนี้จึงไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม หากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในกรอบของการเอื้ออำนวยความสะดวกในการจัดตั้ง International Trading Centre (ITC) หรือ International Head Quarter (IHQ) ของธุรกิจต่างชาติในไทย อาทิ การนำกำไรกลับประเทศ การเพิ่มกิจกรรมการค้าข้ามประเทศ การลดหย่อนภาษีหลายประเภทนั้นทำได้จริง บทบาทของไทยในภูมิภาคอาเซียนน่าจะได้เป็นผู้นำอย่างแท้จริง หลังจากนั้น ก็ไม่ต้องห่วง เพราะนักลงทุนต่างชาติคงจะสนใจมาลงทุนเองแบบไม่ต้องง้อ

---------------------------------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd