สองเหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้ได้พลิกความคาดหมายของคนทั้งโลก คือการลอยตัวของค่าเงินฟรังก์สวิส
และการที่ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงไปถึง 50%ภายในเวลาเพียง 3 เดือน มันทำให้เราต้องตระหนักว่า โลกใบนี้ไม่ใช่โลกใบเดิมที่เรียบง่ายอีกต่อไป
ยังจะมีเหตุการณ์ที่เราคาดไม่ถึงอีกมากมายให้รับมือ หากเราสังเกตดีๆ เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนส่งสัญญาณบางอย่างที่เป็นเบาะแสให้เดาทางได้ไม่ยากว่ามันมีโอกาสเกิดขึ้น เราควรได้เก็บมันมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ เพราะในบางครั้ง การคาดการณ์ที่ผิดทิศผิดทางอาจนำไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง ต่อไปนี้ คือเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในอนาคตและมีแนวโน้มที่จะพลิกความคาดหมายของคนทั่วๆ ไป
1. ฟองสบู่สินทรัพย์แตก
นักการเงินที่มีชื่อหลายคน รวมถึงนายมาร์ค เฟเบอร์ ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับฟองสบู่ในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของสหรัฐ รวมถึงตลาดการเงินในหลายๆ ประเทศว่ามีโอกาสสูงที่จะแตกเร็วๆ นี้ เพราะในขณะที่เศรษฐกิจอเมริกายังไม่ฟื้นตัวดี ไม่ว่าจะวัดจากค่าแรง จำนวนผู้ว่างงาน หรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ดัชนีหุ้นกลับทะยานขึ้นสูงกว่าช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองเสียอีก เหตุผลก็มาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐได้ใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE) พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บรรดานายธนาคารและนักลงทุนจำนวนหนึ่ง แทนที่จะนำดอลลาร์ต้นทุนต่ำนี้ไปใช้ลงทุนในธุรกิจจริง คนเหล่านี้กลับถือโอกาสเอาไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรแทน ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับราคาสินทรัพย์ที่พุ่งทำสถิติใหม่ไม่หยุด รู้ทั้งรู้ว่าฟองสบู่กำลังฟูฟ่อง ต่างก็หวังว่า เดี๋ยวจะยังมีเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามาอีกมาก ปล่อยให้กำไรมันเดินหน้าต่อไปก่อน
เปรียบดั่งการจัดงานเลี้ยงของคนนับร้อยที่ตกลงกันว่า จะฉลองกันจนถึงเที่ยงคืน ทุกคนสามารถดื่มกินกันได้ไม่จำกัด แค่ใครอยู่ 10 คนสุดท้าย ต้องเก็บกวาด ล้างจานและรับผิดชอบค่าอาหารทั้งหมด ตอนนี้ทุกคนกำลังสนุกกันได้ที่ บ้างก็เริ่มเมามายไม่ได้สติ ทุกคนคิดเหมือนกันว่า ขอต่อเวลาไปอีกนิดเถอะน่า แต่ถ้าเห็นคนเฮโลกลับเมื่อไร ฉันจะโกยอ้าวทันที
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยคือ มีคนทยอยย่องกลับก่อน ปล่อยให้คนส่วนใหญ่เพลิดเพลินจนลืมตัว จนเมื่อใกล้เที่ยงคืน พอคนเฮโลกันกลับ มักเกิดภาวะแตกตื่น เบียดเสียด เหยียบกันจนบาดเจ็บล้มตาย สุดท้ายคนที่ออกไม่ทัน ก็กลายเป็นผู้ชดใช้
ตลาดหุ้นและพันธบัตรสหรัฐก็รอเวลาดิ่งเหวเช่นนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นว่าจริงๆ เศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทยคงต้องได้รับหางเลขบ้าง อาจจะไม่หนักเท่าแต่ก็คงซวดเซไประยะหนึ่ง
2. เงินดอลลาร์เสื่อมค่า
จริงอยู่ว่าเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักในการค้าขายระหว่างประเทศในเวลานี้ แต่ถ้าธนาคารกลางประเทศต่างๆ ยังคงพิมพ์เงินขึ้นใหม่ โดยไม่มีทองคำหนุนหลัง มันก็คือการเอากระดาษมาเสกให้เป็นธนบัตร พอหนักมือเข้า คนจะไม่ให้ความเชื่อถือเงินของประเทศเหล่านี้ อย่าลืมว่า ก่อนที่ประชาคมโลกจะตกลงกันใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลหลัก เงินปอนด์เคยเป็นสกุลหลักมาก่อนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว แล้วทำไมดอลลาร์จะเสื่อมค่าบ้างไม่ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ใครทำอะไรไว้ ย่อมต้องได้รับผลที่ทำไว้กับตัว ไม่ช้าก็เร็ว
ปัจจุบันนี้ หลายประเทศนำทุนสำรองของประเทศไปซื้อพันธบัตรสหรัฐเอาไว้ จะเพื่อความมั่นคงหรือเพื่อต้องการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินของตนก็ตามแต่ แต่มันคือการเข้าไปร่วมค้ำจุนค่าของเงินดอลลาร์เอาไว้นั่นเอง หากเมื่อไรที่ประเทศเหล่านี้พร้อมใจกันเทขายพันธบัตรสหรัฐ แล้วเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินอื่นเช่นเงินหยวนหรือเงินฟรังก์สวิส มันจะทำให้ดอลลาร์อ่อนยวบลงไปทันที
โดยเฉพาะรายใหญ่อย่างประเทศจีนที่ถือพันธบัตรสหรัฐไว้มากกว่าใคร ถ้าวันดีคืนดี ประเทศจีนเกิดไม่สนใจว่าจะถูกตำหนิจากประชาคมโลกว่าจงใจสร้างความปั่นป่วนขึ้น จีนอาจเทขายพันธบัตรและเงินดอลลาร์ทั้งหมดออกมาในราคาที่ขาดทุน เพราะค่าดอลลาร์จะอ่อนตัวลงไปมาก ที่ซ้ำร้ายคือ ประเทศที่ไหวตัวช้า ขายพันธบัตรสหรัฐออกมาภายหลัง จะยิ่งขาดทุนทั้งเงินต้นและอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาเดียวกัน
คำถามคือ จีนและประเทศเจ้าหนี้ของสหรัฐรายอื่นๆ จะกล้าทำสิ่งที่พลิกความคาดหมาย เหมือนกับที่ทางโอเปกประกาศไม่ลดกำลังผลิต โดยมีวาระซ่อนเร้นเพื่อกดดันให้บริษัทน้ำมันหินดินดานของสหรัฐขาดทุนและล้มเลิกกิจการไปหรือไม่ แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ จีนย่อมต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ระยะยาวของตน และถ้ามันเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น เศรษฐกิจสหรัฐย่อมต้องปั่นป่วนไปพักใหญ่ โดยที่เงินดอลลาร์จะดูหมองไปทันที
3. เงินหยวนจะผงาด
เศรษฐกิจจีนกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก เงินดอลลาร์ได้รับการยอมรับ เพราะความที่สหรัฐเป็นชาติมหาอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ถ้าวันหนึ่งจีนก้าวขึ้นมาแทนที่ ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ บารมี และเงินลงทุนที่กระจายไปแทบทุกภูมิภาค
ความจริง จีนน่าจะคิดเรื่องทำนองนี้ไว้บ้างแล้ว สังเกตได้จากการที่จีนได้เปิดตลาดปริวรรตเงินตราเพื่อแลกเปลี่ยนเงินหยวนในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก อีกทั้งปัจจุบันนี้ เงินหยวนได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองในการเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ ถึงแม้จะยังมีอัตราส่วนที่ยังห่างไกลจากเงินดอลลาร์มาก แต่ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างเร็ว กรณีล่าสุดที่เห็นได้ชัดในปีที่ผ่านมา คือการที่จีนตกลงกับรัสเซียจะใช้เงินสกุลหยวนและรูเบิลในการชำระราคาสินค้าระหว่างกัน ไม่เว้นแม้แต่ไทย ที่มีจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ก็ได้ลงนามใช้เงินหยวนและบาทในการชำระค่าสินค้าโดยไม่พึ่งเงินดอลลาร์เลย
ด้วยการดำเนินงานที่เป็นขั้นเป็นตอนนี้ เชื่อว่าถ้าจีนตั้งใจที่จะทำหยวนให้เป็นสกุลเงินหลักของโลกคงไม่ยาก ประเด็นปัญหาคือ ระหว่างนี้ จีนต้องคอยประคับประคองเศรษฐกิจของตนเองให้ผ่านช่วงชะลอตัวไปให้ราบรื่นเสียก่อน เพื่อที่จะได้ผงาดและก้าวทะยานต่อไป
4. ทองคำจะกลับมาเปล่งประกาย
ทองคำถือเป็น universal money เป็น safe heaven สำหรับนักลงทุน ถ้าประเทศยักษ์ใหญ่ยังถือวิสาสะพิมพ์เงินกันง่ายๆ แบบนี้ ผู้คนคงจะเริ่มถอยหนี แหล่งพักเงินที่ดีที่สุดคือ ทองคำ ด้วยความที่ปัจจุบัน ต้นทุนการขุดและผลิตทองคำ อยู่ที่ประมาณ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ดังนั้นจึงเชื่อว่าทองคำที่ราคาระดับนี้จะมีเสถียรภาพ และพร้อมที่จะเปล่งประกาย หากเงินดอลลาร์ซวดเซ
ข่าวล่าสุดแจ้งว่า ธนาคารกลางหลายประเทศ เริ่มไม่ไว้ใจเงินดอลลาร์ จึงได้ทยอยซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเป็นทุนสำรองแทนการซื้อพันธบัตรสหรัฐเหมือนอดีตที่ผ่านมา นี่คงพอจะเป็นมาตรวัดตัวหนึ่งได้
5. ดอกเบี้ยจะกลับมาเบ่งบาน
ในอนาคต หากเงินดอลลาร์เสื่อมความนิยมลงจริงตามสมมติฐานข้างต้น เชื่อว่าทางธนาคารกลางสหรัฐต้องกลับมาใช้วิธีดั้งเดิมในการดึงดูดเงินลงทุนไม่ให้หนีหาย โดยการเพิ่มดอกเบี้ยทั้งเงินฝากธนาคารและพันธบัตรรัฐบาล เวลาดอกเบี้ยตีกลับ มันจะขึ้นเร็วมาก เพราะทุกคนรู้เท่าทันข้อมูลหมด เกิดการเทขายพันธบัตรสหรัฐ ทำให้ผลตอบแทนพุ่งกระฉูด เราอาจได้เห็นดอกเบี้ยฝากประจำในประเทศขึ้นไปถึง 6-8 % อีกครั้ง มันจะกลายเป็นหนังคนละม้วนกับปัจจุบันที่ดอกเบี้ยเรี่ยดินนานนับสิบปี มันอาจจะใช้เวลาบ้างที่จะสู่จุดนั้น แต่ขอให้รู้ว่าเวลามันมา ก็รวดเร็วพลิกความคาดหมายได้ไม่แพ้กัน
6. สิ้นสุดยุครุ่งโรจน์ของน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงกว่า 50 % จากราคาสูงสุดในปีที่แล้วที่ราคาประมาณ 107 ดอลลาร์ลงมาเหลือ 47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงนี้ บ้างก็ว่ามาจากการที่สหรัฐร่วมมือกับซาอุดีอาระเบียต้องการลงโทษรัสเซียที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกน้ำมัน บ้างก็ว่ากลุ่มโอเปกต้องการกดราคาเสียเองเพื่อไม่ให้บริษัทน้ำมันหินดินดานของสหรัฐได้เกิด บ้างก็ว่ามีพลังทางเลือกอื่นๆ ได้รับการส่งเสริมขึ้นมาทดแทนน้ำมัน
แต่ที่แน่นอนอย่างหนึ่งคือ ต้นทุนการขุดเจาะน้ำมันจากหินดินดานในสหรัฐมีต้นทุนโดยเฉลี่ยที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่ราคาน้ำมันดิบเกิดดีดตัวขึ้นเกินกว่า 75 ดอลลาร์ มันจะไปกระตุ้นให้มีการลงทุนขุดน้ำมันนี้เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในอนาคตจะวิ่งอยู่ในกรอบ 60-75 ดอลลาร์ อาจมีบางช่วงที่กระโดดไปเกิน 75 ดอลลาร์บ้าง แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ เรียกได้ว่าราคาน้ำมันได้ปรับเข้าสู่ดุลยภาพใหม่จากอุปสงค์และอุปทานใหม่ที่แปรเปลี่ยนไปนั่นเอง
หกข้อเตือนข้างต้น ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่อยากให้เรามองเผื่อไว้บ้าง เพราะบางครั้ง การวางเดิมพันไปด้านใดด้านหนึ่ง อาจทำให้ธุรกิจถึงกับล้มละลายลงได้ เช่นกรณีล่าสุด ที่นักลงทุนบางท่านไปคาดการณ์ว่าน้ำมันควรจะมีราคาสูงขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐที่เป็นฟันเฟืองหลักฟื้นตัว แต่ในความเป็นจริง สหรัฐยังไม่ได้ฟื้นตัวจริง อีกทั้งยุโรปและญี่ปุ่นกลับทรุดลง พร้อมทั้งมีกระแสข่าวมานานพอสมควรแล้วว่ามีการค้นพบน้ำมันในชั้นหินดินดานของสหรัฐในปริมาณที่มากกว่ากลุ่มโอเปกรวมกันเสียอีก จึงนำไปสู่การดิ่งลงของราคาน้ำมัน และทำให้นักลงทุนที่เก็งพลาดต้องขาดทุนจำนวนมหาศาล
หรืออีกกรณีที่ธนาคารกลางสวิสไปผูกติดค่าเงินฟรังก์ของตนไว้กับเงินยูโร เพื่อไม่ให้เงินฟรังก์แข็งค่าเกินไป แต่ด้วยความที่ธนาคารกลางยุโรปกำลังจะจัดทำ QE ชุดใหญ่ นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงคาดการณ์ว่า เงินฟรังก์สวิสต้องอ่อนตามไปพร้อมกับเงินยูโรแน่ จึงมีคนไปเก็งกำไรโดยการเทขายเงินฟรังก์แล้วซื้อเป็นดอลลาร์ไว้แทน ซึ่งหากเป็นการแลกด้วยเงินสดธรรมดา ก็คงขาดทุนบ้างสัก 10-15% แต่มีนักลงทุนที่เชื่อมั่นในหลักตรรกะของตนเอง จึงไปทำฟอร์เวิร์ดค่าเงินแบบใช้มาร์จิ้นเข้าเก็งกำไร เมื่อผิดพลาดขึ้นมา ความเสียหายจะมากเป็นทวีคูณของจำนวนเงินที่เดิมพันเอาไว้ ข่าวแจ้งว่า มีนักเก็งกำไรค่าเงินและเฮดจ์ฟันด์จำนวนหนึ่งขาดทุนย่อยยับ เพราะไปเดิมพันว่าค่าเงินฟรังก์จะต้องอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ แต่ผลมันออกมาตรงกันข้าม
อีกครั้งหนึ่ง โลกใบนี้ไม่ใช่โลกใบเดิมที่สามารถคาดการณ์อะไรได้ง่ายๆ เหมือนเดิม มันย้ำเตือนเราว่า อย่านำไข่ทั้งหมดลงไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ขนาดที่มีการยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะเดินนโยบายแบบนี้แบบนั้น ถึงเวลาจริง เขายังพลิกลิ้นกันได้
ยิ่งมาในยุคออนไลน์ เรื่องต่างๆ จะเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เร็วจนเราตั้งตัวไม่ทัน แค่เขาพิมพ์รหัสผ่าน แล้วคลิกคำว่า ยืนยันมันก็พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งโลกได้ในทันที






