วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าหวั่นไหวปัญหารอบด้าน ต้องรับมืออย่างมั่นคง

ทั่วโลกยังมีความเห็นที่แตกต่าง ต่อสภาวะเศรษฐกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้า มีทั้งฝ่ายที่คาดการณ์เศรษฐกิจ

จะดีขึ้นมี 37% และที่มองว่าจะแย่ลง 17% จากปีที่แล้วที่ผู้นำภาคธุรกิจเพียง 7% คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่ลง ทั้งนี้เป็นผลสำรวจผู้นำภาคธุรกิจ 1,300 คน ซึ่งได้เปิดเผยในการประชุมวันแรกของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยบริษัทที่ปรึกษา ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ (พีดับบลิวซี) พร้อมกับเห็นว่าสหรัฐจะสามารถหนุนนำเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาดังกล่าวได้มากกว่าจีน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่สหรัฐนำหน้าจีนในเรื่องนี้ ทั้งยังถูกมองว่าเป็นตลาดต่างแดนที่สำคัญที่สุดในแง่การเติบโต เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น 7% จากช่วงก่อนวิกฤติการเงิน และยังมีการสร้างงานมากกว่าการลดตำแหน่งงาน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้บรรดาผู้บริหารมองเห็นลู่ทางในการลงทุนในสหรัฐ ที่ยังเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยี

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้เงินบาทแข็งค่าเร็วมีสาเหตุหลักจากปัจจัยภายนอก โดยค่าเงินภูมิภาคและเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นตามเงินเยน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่อ่อนลง มีส่วนทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นด้วย เพราะนักวิเคราะห์มองว่า ไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ น่าจะได้ประโยชน์จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่น่าจะเกินดุลมากขึ้น และปริมาณการซื้อดอลลาร์ของบริษัทน้ำมันก็น่าจะชะลอลง แม้ช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ แต่นักวิเคราะห์บางกลุ่มมองเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล จากการปรับลดลงของราคาน้ำมัน ปัจจัยดังกล่าว จะเป็นปัจจัยบวกสำหรับค่าเงิน ซึ่งสอดคล้องไปกับสกุลเงินภูมิภาคอื่นๆ ที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน โดยต้องติดตามปัจจัยบวกเหล่านี้จะต่อเนื่องหรือไม่

ส่วนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย เนื่องจากพรุ่งนี้ (23 ม.ค.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะพิจารณาลงมติถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความกังวลจะสร้างกระแสความแตกแยกและนำไปสู่ความรุนแรง ซ้ำเติมเศรษฐกิจประเทศไทยที่ไม่ดีอยู่แล้ว จากขณะนี้มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี เป็นความหวังในการฉุดเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคเศรษฐกิจอื่นทั้งการส่งออก และสินค้าเกษตรยังคงอยู่ภาวะตกต่ำและแรงซื้อในประเทศยังย่ำแย่ เหตุหนี้ภาคครัวเรือนสูง ถ้าปัญหาเพิ่มเข้ามาก็จะยิ่งซ้ำเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แม้ผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเดือนธ.ค.2557 อยู่ที่ระดับ 92.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 89.7 เมื่อเดือนพ.ย. สูงสุดในรอบ 14 เดือนอันมาจากปัจจัยคำสั่งซื้อและยอดขายในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเทศกาลปีใหม่

ปัจจัยทั้งภายนอก และภายในต่างรุมเร้า ไม่ค่อยสร้างความมั่นใจต่อการจะเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสักเท่าไรนัก หากทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายการเมือง ต้องช่วยกันประคับประคองประเทศให้เดินหน้าได้ต่อไป อย่าได้สะดุดหยุดล้ม โดยมีฟากเอกชนคอยหนุนช่วย สะกิดเตือน เสนอแนะสิ่งที่จำเป็นที่เหมาะที่ควร เพื่อจะได้ก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง แล้วเราจะข้ามพ้นความยากลำบากไปด้วยกัน