ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านปีพุทธศักราชที่ผ่านมา คุณผู้อ่านหลายๆ ท่านที่ได้ออกไปเฉลิมฉลองนอกบ้านคงจะได้พบเจอด่านตรวจ
ในขณะที่กำลังขับรถกลับบ้าน และเจ้าพนักงานคงสั่งให้เป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์เพื่อทดสอบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดถึงระดับที่กฎหมายถือว่าเมาสุราหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ ยินยอมเป่าโดยไม่ขัดขืน หรือไม่ยอมเป่า? และในกรณีขัดขืน เจ้าพนักงานได้ดำเนินการอย่างไร?ในกรณีดังกล่าวนี้ สนช.ได้ทำการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบกซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็คือ ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ยอมให้เจ้าพนักงานจราจร หรือพนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ หากมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขับขี่คนดังกล่าวขับรถในขณะเมาสุรา นั่นหมายความว่าหากผู้ขับขี่ปฏิเสธไม่ยอมเป่าเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ ก็จะถูกกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่ากระทำความผิดซึ่งมีโทษในทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้เขียนเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมีประเด็นปัญหาให้ต้องถกเถียงว่าขัดกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาหรือไม่ ซึ่งมีเนื้อหาคือ ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด (Presumption of Innocence) โดยหลักดังกล่าวก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 2 ประการคือ 1) ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ และ 2) การพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดจริงดังที่กล่าวหา เป็นหน้าที่ของโจทก์ในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ความผิดของจำเลยจนกว่าศาลจะเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดจริง
การแก้ไขกฎหมายใหม่มีผลให้ผู้ขับขี่ซึ่งปฏิเสธไม่ยอมเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ต้องถูกสันนิษฐานว่าขับรถในขณะเมาสุรา โดยเจ้าพนักงานต้องนำสืบเงื่อนไขเบื้องต้นเพื่อให้เกิดข้อสันนิษฐานตามกฎหมายเพียงแค่ว่าผู้ขับขี่ปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งและมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ขับรถในขณะเมาสุรา โดยไม่ต้องพิสูจน์จนกระทั่งสิ้นสงสัยว่าผู้ขับขี่ขับรถขณะเมาสุรา เพียงเท่านี้ก็จะมีผลเป็นการสันนิษฐานว่าผู้ขับขี่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งมีโทษทางอาญา และผู้ขับขี่ก็จะมีภาระในการที่จะต้องพิสูจน์ว่าตนไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นการกลับหัวกลับหางหลักพื้นฐานในทางอาญาอย่างสิ้นเชิง
สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องข้อสันนิษฐานความรับผิดในคดีอาญานี้ ได้เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2555 วินิจฉัยในประเด็นปัญหาว่ามาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีใจความสำคัญคือในกรณีผู้กระทำความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งต้องรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล ต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิดดังกล่าว ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่ามาตราดังกล่าวกำหนดบทสันนิษฐานความผิดของจำเลย “โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงการกระทำหรือเจตนาของกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นว่า มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลอย่างไร คงพิสูจน์แต่เพียงว่า นิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นทั้งหมดทุกคน บทบัญญัติมาตราดังกล่าวจึงเป็นการสันนิษฐานความผิดของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาโดยอาศัยสถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไข มิใช่การสันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพียงบางข้อหลังจากที่โจทก์ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่จำเลยถูกกล่าวหา” จึงขัดกับหลักข้อสันนิษฐานความบริสุทธิ์ของจำเลย นอกจากนี้ในคำวินิจฉัยที่ 19-20/2556 ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาข้อสันนิษฐานความรับผิดลักษณะเดียวกับที่กล่าวถึงข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกัน
ทั้งนี้ ในแวดวงวิชาการก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเห็นว่าบทสันนิษฐานความรับผิดดังกล่าวมีความจำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เช่น อาชญากรรมตลาดทุน อาชญากรรมทางการเงินหรือทางการตลาด เป็นต้น เนื่องจากอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมีลักษณะที่ซับซ้อนและพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดมักอยู่ในความครอบครองหรือความรู้เห็นของผู้กระทำความผิดเท่านั้น การกำหนดบทสันนิษฐานความรับผิดและผลักภาระการพิสูจน์ความผิดไปยังผู้กระทำความผิดจึงมีความจำเป็นเพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เรากำลังพูดถึงนี้ เป็นเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายจราจรเท่านั้น มิใช่การกระทำความผิดที่สลับซับซ้อน อีกทั้งการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ให้ทดสอบอาการเมาสุราก็เป็นความผิดอาญาอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ในการแก้ไขกฎหมายโดยการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและละทิ้งหลักการพื้นฐานทางกฎหมาย นอกเสียจากว่ากฎหมายใหม่จะทำให้เจ้าพนักงานปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เอาเข้าจริงการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกลับสะท้อนให้เห็นด้านที่อ่อนแอของรัฐในการจัดการปัญหาขับรถขณะเมาสุราเสียมากกว่า
สำหรับคุณผู้อ่านแล้ว ผู้เขียนคงแนะนำได้เพียงแค่ว่าภายใต้การปกครองปัจจุบันและตราบใดที่กฎหมายฉบับนี้ยังมีผลใช้บังคับก็คงต้องเตรียมแอลกอฮอล์กับสำลีเอาไว้ในรถ จะได้เอาไว้ใช้ทำความสะอาดเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเวลาเจ้าพนักงานสั่งให้เป่านะครับ






