ญี่ปุ่นเห็นความสำคัญของอาเซียนทั้งในฐานะสถาบันและในฐานะกลุ่มประเทศเมื่อพิจารณาจากข้อเสนอ
นโยบายความร่วมมือและกิจกรรมต่างๆ ที่ญี่ปุ่นมีต่ออาเซียนนับจากคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นพยายามมีบทบาทในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของอาเซียนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี ค.ศ. 1997 เป็นผู้สนับสนุนการรวมกลุ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดำเนินการทำข้อตกลงเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ ในอาเซียน แม้ว่าจะมีช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นว่างไปจากการแสดงบทบาทที่แข็งขันต่ออาเซียนระหว่างปี ค.ศ. 2006-2012 แต่เมื่อนายอาเบะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่สอง เขาก็เลือกเยือนประเทศต่างๆ ในอาเซียนทันทีในปลายปี ค.ศ. 2012 และต้นปี ค.ศ. 2013 นอกจากนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาและเป็นประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนรายสำคัญของอาเซียนมาเป็นระยะเวลายาวนาน
เมื่ออาเซียนนั้นมีความสำคัญต่อญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย คำถามต่อไปคือความสัมพันธ์ของทั้งสองวางอยู่บนบริบทและสถานการณ์แบบใด มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งบทความสั้นๆ นี้พยายามแสดงความเชื่อมโยงดังกล่าวเพื่อนำไปสู่การคิดเกี่ยวกับญี่ปุ่นและอาเซียนต่อไป เช่น พฤติการณ์ต่างๆ ของญี่ปุ่นส่งผลต่ออาเซียนอย่างไร? อะไรเป็นปัจจัยกำหนดพฤติการณ์ดังกล่าวของญี่ปุ่นต่ออาเซียน? และอะไรคือแนวโน้มของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียน? โดยจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 50 และ 60 เมื่อญี่ปุ่นต้องการเร่งรัดฟื้นฟูและพัฒนาประเทศของตนเอง ยึดหลักเศรษฐกิจนำการเมือง หลักการโยชิดะ (ค.ศ. 1954) มีเป้าหมายที่จะสร้าง “ภูมิภาคที่มิใช่คอมมิวนิสต์ มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ” ญี่ปุ่นใช้การจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นทางผ่านไปสู่การค้าและการลงทุนในภูมิภาคในขณะที่ประชาชนอาเซียนจำนวนมากมีทัศนคติว่าญี่ปุ่นเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ ขูดรีดแรงงาน ผลาญทรัพยากรในภูมิภาค ผลที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน
ในคริสต์ทศวรรษที่ 70 ญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนแนวนโยบายมาใช้หลักการฟุกุดะ (ค.ศ. 1977) ยึดหลักการเมืองนำเศรษฐกิจด้วยนโยบาย “ใจถึงใจ” ก่อตั้งเจแปนฟาวน์เดชั่นอันเป็นองค์กรที่ทำงานเผยแพร่ภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นและสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เยาวชน เช่น โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ในระยะเวลาดังกล่าวอาเซียนมีฐานะเป็นคู่ค้า ผู้รับการลงทุน ผู้รับการให้ความช่วยเหลือ หลายประเทศในอาเซียนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโต มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศอาเซียนผูกพันและพึ่งพิงญี่ปุ่นมากขึ้น
คริสต์ทศวรรษที่ 80 และ 90 เป็นช่วงเวลายากลำบากของญี่ปุ่นจากการที่ถูกกดดันให้ขึ้นค่าเงินเยน ทำให้สินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่นมีราคาสูงและเสียความสามารถในการแข่งขันไปทำให้บริษัทญี่ปุ่นต้องไปลงทุนผลิตในต่างประเทศ ด้วยเหตุที่อาเซียนมีต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะเรื่องค่าแรงในราคาถูก ผลที่เกิดขึ้นกับอาเซียนก็คือมีเงินทุนต้นทุนต่ำไหลเข้าภูมิภาคทั้งในรูปแบบของการลงทุนและการกู้ยืม เกิดเป็นโครงข่ายกลุ่มการผลิตสินค้าญี่ปุ่นในภูมิภาคและการทะลักเข้ามาของเงินทุนเหล่านี้เองก่อให้เกิดฟองสบู่และวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปลายคริสต์ทศวรรษที่ 90
ภายหลัง (หลาย) ทศวรรษที่หายไป (lost decades) ญี่ปุ่นพยายามปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของตนเองครั้งใหญ่ด้วยการให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมด้านการแพทย์ เทคโนโลยีด้านพันธุกรรม สิ่งที่จำเป็นสำหรับญี่ปุ่นคือ ประเทศที่เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นต้องปรับตัวตามไปด้วยเพื่อให้สามารถร่วมมือเป็นหุ้นส่วนกันต่อไปด้วยในลักษณะที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและอาเซียนผลิตชิ้นส่วนในระดับเทคโนโลยีที่สูงขึ้นไปและร่วมมือกับจีนในฐานะผู้ประกอบและจำหน่าย อาเซียนจึงต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจตลอดจนโครงการคมนาคมที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศต่างๆ ในอาเซียนรวมถึงระหว่างอาเซียนกับประเทศนอกภูมิภาค เช่น จีน
จะเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนมีพัฒนาการไปตามปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองภายใต้บริบทโลก นโยบายและพฤติการณ์ของญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่ออาเซียนอย่างเด่นชัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับอาเซียนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวแต่ยังขึ้นอยู่กับความเป็นจริงอื่นๆ ด้วย เช่น รัฐบาลนายอาเบะ (สมัยที่ 2) นั้นมีท่าทีต่อประเทศต่างๆ ในอาเซียนดังนี้ ต่อไทย-แสดงความสนใจการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, ต่อเวียดนาม-ประกาศความร่วมมือการค้าและการลงทุน สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายทางด่วน ประกาศข้อตกลงร่วมกันว่าจะใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค, ต่อพม่า-ประกาศยกหนี้และสนับสนุนโครงการลงทุนในพม่า โดยเฉพาะการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาวา
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคือ ไทย-ในปี 2557 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ลงนามความร่วมมือด้านการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน, เวียดนาม-โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โรงแรกในเวียดนามจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีของรัสเซีย, พม่า-บริษัทจีนลงทุนในพม่าเป็นอัตราส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของการลงทุนทั้งหมดในพม่า เป็นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนจึงเป็นความสัมพันธ์ที่มีเงื่อนไขปัจจัยหลากหลายสามารถส่งผลสะเทือนถึงกันอย่างกว้างขวางจากแง่มุมต่างๆ ผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ของทั้งสองบางครั้งก็พลิกผันไปในด้านที่ไม่ได้คาดหวัง หลายครั้งสั่นสะเทือนระเบียบเศรษฐกิจและการเมืองภายในอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นเพียงลำพังจะส่งผลกระทบต่ออาเซียน แต่อย่างน้อยจะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมีความสอดคล้องเกี่ยวพันระหว่างสิ่งที่ญี่ปุ่นเป็นและกระทำกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอาเซียน ซึ่งหมายความว่า หนึ่ง ญี่ปุ่นกับอาเซียนส่งผลกระทบต่อกันและกัน สอง ความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้นวางอยู่บนกรอบโครงสร้างที่ใหญ่กว่าหรือซับซ้อนกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่
ดังนั้น แนวทางในการศึกษาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนจะต้องเป็นการทำความเข้าใจ “ตัวตน” เฉพาะของทั้งสองที่เชื่อมโยงกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วย






