วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้โลกของเราเล็กลง เห็นได้จากความเร็วของการสื่อสาร และการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัล
ซึ่งในปัจจุบันเราจะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ผ่านระบบสื่อสารดิจิทัลได้เกือบจะฉับพลันที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า Real Time เช่น เราสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งในตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นต่างประเทศได้ตลอดเวลา เราจะรับทราบว่าเกิดแผ่นดินไหวในเขตเอเชียหรือในซีกโลกอื่นในเกือบจะทันที ธุรกิจดั้งเดิมบางประเภทที่ไม่ปรับตัวให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเริ่มเลือนลาลับไป ธุรกิจแบบใหม่ที่ถือโอกาสเติบใหญ่ตามวิวัฒนาการใหม่นี้เริ่มสอดแทรกเข้ามารุ่งเรืองแทน ในประเทศเพื่อนบ้านเรา มีการเตรียมตัวในเรื่องนี้มานานแล้ว คนไทยจึงต้องรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวิวัฒนาการนี้
โลกที่เปลี่ยนไปที่เราต้องรับมือเรื่องแรก คือ กฎหมายไทยใหม่ๆ ที่มีผลใช้บังคับกันอยู่ในหมู่คน 66 ล้านคนในประเทศเรา เช่น ความผิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลที่พรั่งพรูออกมาจากภาคนิติบัญญัติของไทย ซึ่งมีผลกระทบทั้งฝ่ายผู้ใช้บริการและฝ่ายผู้ประกอบการ เป็นต้นว่า เมื่อเราได้รับข้อมูลไม่ว่าจะได้รับมาทางคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ tablet (ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่และ tablet ต่างก็เป็นคอมพิวเตอร์นะครับ) ไม่ว่าจะมาทาง email หรือ Line หรือ What’s App ฯลฯ เช่น มีคนส่งข่าวมาเตือนว่าสินค้ายี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้มีสารพิษ เมื่อบริโภคแล้วจะเกิดอันตราย เราอ่านแล้วเชื่อ เมื่อเชื่อแล้วเกิดความเมตตาเกรงว่าเพื่อนของเราจะได้รับอันตรายจากการบริโภคสินค้านั้น ก็เลยส่งข้อมูลนั้นต่อๆ ไปเพื่อเตือนให้เพื่อนฝูงระมัดระวัง
การกระทำด้วยความหวังดีเช่นนั้น อาจทำให้ผู้เสียหายหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินคดีอาญากับเราในความผิดฐาน “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” เพราะทำให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสินค้านั้นเสียหายเพราะขายของไม่ได้ ซึ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ท่านกำหนดโทษไว้หนัก จำคุกได้ถึงห้าปี หรือปรับถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แม้ว่าเราอาจจะสู้ได้ว่าเรามีเจตนาสุจริตเพราะเชื่อว่าจริง จึงไม่ต้องรับผิด แต่กว่าจะสู้คดีจนจบเราก็คงเหงื่อตกแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็ควรหลีกเลี่ยงการบอกข่าวเล่าต่อเพราะถ้าข่าวที่เราเล่าต่อนั้นมันไม่จริงเราก็อาจจะโดนเล่นงานไปด้วย นอกจากความผิดที่ยกมาเป็นตัวอย่างแล้ว ยังมีความผิดอื่นๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ตามกฎหมายดังกล่าวและฉบับอื่นๆ ด้วยครับ
สำหรับฝ่ายผู้ประกอบการก็มีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้ประกอบธุรกิจ website ต่างๆ มักจะมีปัญหาว่าถ้ามีมือดีดอดเอารูปลามกอนาจาร หรือเอารูปตัดต่อใส่หน้าคนอื่นมาโพสต์ใน website ของผู้ประกอบการโดยที่เจ้าของ web ไม่ทันเห็น ก็อาจจะโดนเล่นงานเป็นจำเลย ต้องไปขึ้นโรงพักและศาลกันจนเหนื่อย บางคนก็ไม่ทราบกติกาของกฎหมายต่างๆ เป็นต้นว่า ต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน (ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการรายย่อยอย่างมาก) ไม่เช่นนั้นจะมีความผิด
โลกที่เปลี่ยนไปอีกด้านหนึ่งที่ชาวไทยมักจะนึกไม่ถึงและไม่ได้เตรียมตัว คือผลกระทบจากกฎหมายต่างประเทศ ซึ่งแต่เดิมเราไม่ได้สนใจเขาเลย หลายท่านคิดว่าถ้าเราทำตามกฎหมายไทยแล้วก็ปลอดภัยไม่ต้องเป็นห่วงกฎหมายเมืองอื่น ซึ่งค่านิยมแบบนี้อาจจะไม่ปลอดภัยแล้วสำหรับปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น แต่เดิมเรามั่นใจว่าถ้าเราไม่ทำผิดไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้าน (ก) เครื่องหมายการค้า (ข) สิทธิบัตร หรือ (ค) ลิขสิทธิ์ ตามที่กฎหมายไทยคุ้มครองแล้ว เราก็ไม่เดือดร้อนจากกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ในต่างประเทศแต่ละประเทศ เขาให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินทางปัญญากว้างขวางมากกว่ากฎหมายของเราอยู่แล้ว เช่น เขาคุ้มครองเครื่องหมายการให้บริการ (Service Mark) แต่เราก็ยังไม่คุ้มครองทั้งๆ ที่เรามีคุณภาพและกระบวนการให้บริการเหนือกว่าชาติอื่นๆ นอกนั้นยังไม่พอ สมาชิกของ World Trade Organization ที่เป็นภาคี Agreement on Trade Related Aspect on Intellectual Property Rights (เรียกสั้นๆ ว่า “TRIPS”) ก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขของ TRIPS ที่กำหนดให้บรรดาประเทศภาคีทำการแก้ไขกฎหมายให้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้กว้างขวางมากขึ้นไปอีกหลายชั้น เช่น ให้คุ้มครองสิทธิในการออกแบบทางอุตสาหกรรม (Industrial Design Rights) ซึ่งรวมถึงการออกแบบทางด้านภาพลักษณ์ซึ่งมิใช่เพื่อประโยชน์การใช้สอย ภาพลักษณ์นี้รวมรูปแบบและสี, ให้คุ้มครองรูปลักษณ์และหีบห่อ (Trade Dress) ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของสินค้าหรือหีบห่อ หรือภาพลักษณ์ของอาคาร ที่แสดงถึงที่มาของสินค้า และให้คุ้มครองความลับทางการค้า (Trade Secret) ซึ่งรวมถึงสูตร กรรมวิธี กระบวนการประดิษฐ์ การออกแบบ การเลือกใช้อุปกรณ์ รูปแบบ และการรวบรวมของข้อมูล ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้สร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจเหนือคู่แข่งหรือลูกค้า เป็นต้น
แม้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี TRIPS แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำตามข้อตกลงขยายความคุ้มครองของทรัพย์สินทางปัญญาให้ครบถ้วน คือยังไม่ได้ขยายความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้กว้างเท่าชาวบ้านอื่นผู้เป็นสมาชิก WTO แล้ว ก็ไม่ทราบว่าการที่ประเทศไทยไม่ดำเนินการตามพันธกรณีของ TRIPS นั้นจะเป็นเพราะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีนโยบายอื่น หรือเป็นเพราะข้าราชการที่เกี่ยวข้องมีเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่เนื่องจากรัฐบาล (ทั้งคณะรัฐมนตรีและข้าราชการ) ไม่ได้เตรียมตัวชาวไทยให้เป็น Good Citizen ของโลก โดยไม่ให้ข้อมูลเพื่อให้ชาวไทยต่างๆ ตระหนักว่านอกจาก (ก) เครื่องหมายการค้า (ข) สิทธิบัตร หรือ (ค) ลิขสิทธิ์ ตามที่กฎหมายไทยคุ้มครองแล้ว ในประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญของเรานั้น เขาคุ้มครองอะไรกันบ้าง นอกจากผลที่เกิดขึ้น คือชาวไทยผู้อยากทำดีให้สอดคล้องกับกฎกติกาสากลของโลก ก็ขาดความรู้ว่ามีกติกาอะไรที่เราควรจะทำบ้าง
ถ้าคนไทยแต่งเพลงยอดนิยมขึ้น พอมีแฟนเพลงเอาเพลงนั้นลงในระบบ internet เช่น ผ่าน youtube ฯลฯ แล้วมีคนในต่างประเทศเปิดชมหรือฟังในประเทศเขาแล้วเขาหาว่า เราแต่งเพลงโดยใช้ทำนองเพลงอื่นที่เขาแต่งในเพลงอื่นมาดัดแปลงใช้เป็นทำนองเพลงของเรา หรือเมื่อคนไทยสร้างภาพยนตร์หรือละครขึ้นแต่เมื่อเผยแพร่ผ่านสื่อทางดิจิทัล (internet หรือผ่านดาวเทียม) ออกไป หรือเมื่อคนไทยส่งสินค้านั้นออกไปประเทศอื่น เขากล่าวหาว่าสินค้าที่เราส่งไปนั้นละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายต่างประเทศของเขา เช่น มีรูปลักษณ์หรือหีบห่อคล้ายกับสิ่งที่เขาประดิษฐ์และจำหน่ายอยู่ แบบนี้ก็อาจจะกลายเป็นการกระทำความผิดในประเทศเขา หรือในกรณีที่คนไทยรับสร้างงานซอฟต์แวร์ เรามักนิยมว่าจ้างผู้ “เขียนซอฟต์แวร์ผู้มีประสบการณ์” เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาฝึกใหม่ การที่คนที่เราจ้างนั้นมี “ประสบการณ์” ก็หมายความว่าเขาเคยทำงานสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ให้ผู้อื่นมาก่อนแล้วก็ต้องพึงระวังว่าประสบการณ์ที่เขามีนั้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาหรือความลับทางการค้า (ตามกฎหมายของประเทศต่างๆ ที่เราจะส่งผลงานไป-ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายของประเทศไทย) ของผู้อื่นหรือเปล่า เพราะเขาอาจจะด้วยความเคยชินใช้ “ประสบการณ์” ที่เป็นสิทธิของนายจ้างเก่าใส่เข้ามาในงานของเราด้วย เราอาจถูกจับผิดได้ว่าไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเขาหรือเปล่า
เรื่องแบบนี้ รัฐบาลไทยท่านต้องมีหน่วยงานที่ให้ความรู้แก่ประชาชนตลอดเวลาว่า ขณะนี้ชาวโลกที่เป็นคู่ค้าสำคัญของเราเขาคุ้มครองเรื่องอะไร และว่ารัฐบาลท่านไปลงนามเป็นภาคีกับสัญญาใด มีข้อความที่อาจกระทบคนไทยอย่างไร รัฐบาลท่านต้องช่วยเตรียมให้คนไทยเตรียมตัวเป็น Good Citizen ในโลก Digital Economy ใหม่นี้ครับ






