วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครูของเรา...

เมื่อไม่นานมานี้ ได้เขียนบทความเรื่องโรงเรียนของหนูน่าอยู่ (เรียน) ซึ่งได้รับความสนใจพอสมควร

วันนี้ วันที่ ๑๖ มกราคม เป็นวันครู (แห่งชาติ) จึงอยากเขียนอะไรที่เกี่ยวกับครูในบ้านเราอีกสักครั้ง

ครอบครัวของเราเกี่ยวข้องกับครูมาโดยตลอด โดยที่คุณแม่เคยเป็นครูโรงเรียนมัธยม คุณพ่อเป็นครูตั้งแต่โรงเรียนฝึกหัดครู จนเปลี่ยนสถานะหลายครั้งกลายเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบัน น้องสาวสองคนและตัวเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งก็เป็นครูเช่นเดียวกัน และแม้แต่ภรรยาก็ทำงานสถาบันที่เกี่ยวกับการฝึกอบรมครูทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งบางครั้งก็ลงไปสอนหนังสือด้วยจึงถือว่าเกี่ยวข้องกับความเป็นครูอีกเช่นกัน คำว่า ครู จึงอยู่ในสายเลือดของพวกเรา และทุกครั้งที่ถูกคนบ่นว่าส่อเสียดเหยียดหยามความเป็นครู พวกเราก็รู้สึกได้

ได้กลับมานั่งคิดว่า ทำไมคนไทยจำนวนมิใช่น้อยทั้งที่อยู่ในวงการศึกษาและมิได้อยู่ในวงการศึกษาต่างมีความคิดว่าครูไทยไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยฉลาด ไม่ค่อยรอบรู้ ไม่ใส่ใจในการเรียนการสอน ไม่ค่อยศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก สอนหนังสือเด็กไม่ดี ไม่รู้จักสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน ให้การบ้านเด็กมากเกินไป สอนเท่าที่กำหนดในบทเรียน ถ้ามากกว่านั้นต้องไปเรียนพิเศษกับครูที่อื่น และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายนับไม่ถ้วน...ครูไทยแย่ขนาดนั้นเลยหรือ

หันมามองมิติของครูไทย คิดว่ากว่าจะเป็นคุณครูสอนหนังสือเด็กตามโรงเรียน ได้ผ่านการหล่อหลอมมาอย่างไร ครูเป็นผลผลิตของสังคม เหมือนเช่นคนที่อยู่ในอาชีพอื่นๆ แต่ก็มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งถ้าจะพูดกันตรงๆ ก็คือ ไม่ใช่ใครๆ จะเป็นครูที่ดีได้ ซึ่งจะเห็นได้จากคนเก่ง เรียนเก่ง จบการศึกษาสูง จำนวนมิใช่น้อย ไม่สามารถสื่อสารกับสังคมได้ ไม่สามารถทำความเข้าใจกับสังคมได้ ในขณะที่คนที่ไม่เก่งมาก ไม่มีการศึกษาสูงมาก แต่มีทักษะในการถ่ายทอดให้นักเรียนได้รับรู้รับทราบด้วยความเข้าใจ กลับหาได้ยากกว่า

ทักษะของความเป็นครูส่วนหนึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล เป็นทักษะในการถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการเรียนการสอนอย่างมีชีวิตชีวา นักเรียนมีความสุขและสนุกกับการเรียนในวิชาที่ครูคนนั้นสอน แต่อีกมิติหนึ่งของครูก็คือมิติที่เป็นบริบททางสังคมที่หล่อหลอมความเป็นครู นั่นก็คือ กว่าที่คนคนหนึ่งจะเป็นครูได้ ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การฝึกอบรมในระดับโรงเรียน และระดับสถาบันการศึกษาชั้นสูง ต่อจากนั้นก็ต้องผ่านกระบวนการคัดสรรสอบคัดเลือก เมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานตามโครงสร้างขององค์กร มิตินี้เป็นมิติที่มีบทบาทสำคัญที่จะหล่อหลอมความเป็นครูอย่างมาก ครูดี ครูเก่ง ครูมีความสามารถ จึงไม่ได้อยู่เฉพาะลักษณะเฉพาะของบุคคลที่เข้าสู่อาชีพครู แต่รวมถึงปัจจัยรอบด้านที่หล่อหลอมเขาเหล่านั้น

ครูที่มีลักษณะเฉพาะ มีทักษะ ในการถ่ายทอด มักจะมาจากครอบครัวที่มีความพร้อม และเข้าสู่อาชีพครูอย่างมีความสุข แต่ยังมีครูอีกจำนวนมากที่ไม่ได้พร้อมมาแต่ต้น เมื่อก้าวเข้าสู่อาชีพครูจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนในหลายๆ ด้าน ครูเหล่านี้เป็นครูที่ถูกสังคมค่อนแคะว่าไม่ใช่ครูเก่ง ครูดี ครูมีความสามารถ และมากถึงขนาดมองภาพของครูที่แสวงหาประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าจะนึกถึงการถ่ายทอดวิชาความรู้อย่างเต็มที่ให้กับเด็กนักเรียนของโรงเรียน

โครงสร้างของการบริหารจัดการการเรียนการสอนของครูไทยได้ถูกปรับเปลี่ยนไปหลายครั้งที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีกจนนับจำนวนครั้งไม่ถ้วน ก็ถ้าการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริง แล้วทำไมเราต้องมีปฏิรูปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นี่ก็น่าจะเป็นคำตอบว่าการปฏิรูปโดยตัวของมันเองไม่ได้ตอบโจทย์ และถ้าเป็นอย่างนั้น ครูดีครูเก่งในบริบทของสังคมไทยควรมาจากไหน

คงไม่มีใครกล้าฟันธงว่าวิธีการแบบไหนที่สร้างครูดีครูเก่งแน่นอน เพราะเราได้ทดลองมาในหลายกระบวนท่า จึงมองว่า ครูดีหรือครูเก่งจะเกิดขึ้นหรือไม่ น่าจะมาจากสองมิติหลักนั่นคือ มิติบุคลิกลักษณะของความเป็นครูที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่จะเป็นครูอย่างแท้จริง และมิติทางสังคมที่จะหล่อหลอมสนับสนุนให้ครูที่มีคุณสมบัติเฉพาะเป็นครูที่ดียิ่งขึ้น และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูที่ไม่มีคุณสมบัติเฉพาะได้ปรับพฤติกรรมให้เป็นครูที่ดีสำหรับการเรียนการสอนเด็กนักเรียน

ปัจจุบันประเทศไทยมีครูนับแสนคน คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีครูที่มีลักษณะเฉพาะที่จะเป็นครูทั้งหมด และน่าจะเป็นเพียงส่วนน้อย ในขณะที่ครูส่วนใหญ่เข้ามาสู่อาชีพครูอย่างลังเล ครูประเภทที่สองนี้แหละที่รัฐและสังคมควรให้ความสำคัญ เพราะเขาเหล่านี้เป็นครูส่วนใหญ่ของประเทศ ครูเหล่านี้มาจากความไม่พร้อมทางครอบครัว แต่อาชีพครูเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความมั่นคง และโดยวัฒนธรรมประเพณีแต่โบราณกาล สถานะครูเป็นสถานะหนึ่งที่สังคมให้การยอมรับมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบท แต่ความเป็นครูในปัจจุบันได้ถูกคาดหวังจากสังคมมากเกินไป สังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสังคมยุคดิจิทัลในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีรายละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น ในอดีตครอบครัวไทยเป็นครอบครัวขยายที่เมื่อบุตรธิดาออกเรือนมีครอบครัวก็มักจะอยู่กับครอบครัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บ้านเรือนห้องหอก็ใช้วิธีปลูกสร้างต่อเติม มีลูกมีหลานอยู่กันนับสิบคน ถึงเวลารับประทานอาหารทุกคนก็ล้อมวงกินด้วยกันและได้พูดจาไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน แต่บัดนี้สังคมเหล่านั้นกำลังหายไป เรากลายเป็นสังคมครอบครัวรุ่นใหม่ที่แยกตัวเอง อยู่และใช้ชีวิตอย่างอิสระ ติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ผ่านเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ทำให้จิตสำนึกของความดีงาม วัฒนธรรมประเพณี ไม่ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่เป็นสภาพชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรนตัวใครตัวมัน

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนในปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทั้งครูและนักเรียน การสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีแทนการพบปะพูดจาเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น ชีวิตความเป็นครูต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อที่จะให้ตัวครูและครอบครัวครูมีชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้ไม่ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่ทุ่มเทให้กับลูกศิษย์ ประสิทธิภาพการเรียนการสอนจึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ผลก็คือความไม่พอใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อครู และพยายามหาทางอื่นเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มเติม เพิ่มทักษะและความสามารถในการแข่งขัน สอบเข้าเรียนต่อและเข้าสู่อาชีพที่ดีที่สุด

เราคงไม่สามารถสรุปได้ว่าการที่เด็กนักเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่มาจากครูเท่านั้น บริบททางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตขณะนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมที่จะก้าวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เราอยากให้ครูของเราเป็น คือครูที่มีจิตสำนึกของความเป็นครูที่รักที่จะถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนอย่างเต็มศักยภาพ แต่สังคมก็ต้องดูด้วยว่าครูก็มีข้อจำกัดอย่างมาก ไม่ว่าในเรื่องของกฎระเบียบ โครงสร้างของการบริหารจัดการ ตลอดจนแนวนโยบายแห่งรัฐที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษา แบบนับครั้งไม่ถ้วน การศึกษาของเด็กและเยาวชนจะต้องถูกปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ โปรดอย่าโทษว่าครูไทยไม่ดี ไม่เก่ง สู้ครูประเทศอื่นไม่ได้ แต่เพียงมิติเดียว เพราะยังมีอีกหลายมิติที่เราจะต้องนำมาพิจารณาทบทวนและปรับปรุงตลอดเวลาเพื่อให้ครูไทยและประเทศไทยของเรามีความก้าวหน้าเท่าเทียมกับครูในอารยะประเทศอื่นๆ