วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ร่ำรวยผิดปกติกับภาษี

ข้อเสนอของประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คุณชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ให้กรมสรรพากรใช้อำนาจทางกฎหมาย

ตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองและข้าราชการที่ “ร่ำรวยผิดปกติ” เป็นเรื่องน่าสนใจและน่าจะนำมาปฏิบัติเพื่อเป็นอีกมาตรการหนึ่ง ในการปราบคอร์รัปชันของประเทศให้ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น

รัฐมนตรีคลังสมหมาย ภาษี บอกนักข่าวว่า “อยากให้ สตง. ส่งหนังสือมาโดยเร็ว เพราะคลังจะไม่เพิกเฉย จนถูกถอนออกจากตำแหน่ง”

เว็บไซต์ THAIPUBLICA รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า

ที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ ทั้งในระดับกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังไม่มีกรณี สตง. ตรวจสอบหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจ สตง. ดำเนินการได้

หลังจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ชุดใหม่ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง. มอบนโยบายเจ้าหน้าที่ สตง. ตรวจสอบหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ให้กับรัฐบาล ซึ่งนอกจากจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มและลดการขาดดุลงบประมาณแล้ว ยังเป็นมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพสูงด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง. กล่าวว่า เร็วๆนี้สตง. จะทำหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ใช้อำนาจตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินภาษีนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่ร่ำรวยผิดปกติ โดยนำรายการบัญชีทรัพย์สินที่รายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรวจสอบยันกับแบบแสดงรายการของผู้เสียภาษี ทั้ง ภ.ง.ด.90-91 หากตรวจพบรายการใดยังไม่ได้เสียภาษี ก็ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 49 ประเมินและจัดเก็บภาษีเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน

ทั้งนี้ สตง.จะให้เวลากรมสรรพากร 1 ปี ดำเนินการจัดเก็บภาษีให้ถูกต้อง หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอธิบดีกรมสรรพากรไม่ปฏิบัติตามนโยบาย คตง. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ถือว่ามีความผิดทางวินัย ซึ่งมาตรา 64 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ สตง.จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157

“มาตรการดังกล่าวนี้ ผมต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อน คสช.จะให้มีการเลือกตั้ง เพราะถ้ามาตรการชุดนี้บังคับใช้หลังเลือกตั้งได้รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนฯ มาแล้ว คงไม่มีอธิบดีกรมสรรพากรคนไหนกล้าเก็บภาษีนักการเมืองและพรรคพวก แต่ถ้าทำได้ก่อนเลือกตั้ง นอกจากจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มแล้ว ยังช่วยสกัดกั้นไม่ให้นักการเมืองและข้าราชการที่คอร์รัปชันเข้าสู่สนามการเลือกตั้งได้ เพราะมีความผิดทางอาญาฐานโกงภาษี ขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. ก่อนลงสมัครเลือกตั้ง”นายชัยสิทธิ์กล่าว

นายชัยสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในสมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจการปกครองจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ดำเนินการยึดทรัพย์นักการเมืองหลายท่าน ถึงแม้ศาลฎีกาพิพากษาว่าเป็นการยึดอายัดทรัพย์สินไม่ถูกต้อง แต่รัฐบาลขณะนั้นได้ให้กรมสรรพากรดำเนินการจัดเก็บภาษี โดยใช้มาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ปรากฏว่ามีนักการเมืองหลายคนยอมจ่ายภาษีให้สรรพากร แต่ไม่เป็นข่าว อย่างเช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เสียภาษีให้กรมสรรพากรเกือบ 1,000 ล้านบาท ต่อมาในสมัย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทำการรัฐประหาร มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทำการยึดทรัพย์นักการเมือง แต่กรมสรรพากรไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 49 เก็บภาษีนักการเมือง มาถึงสมัย คสช. ก็ยังไม่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 49 ดำเนินการจัดเก็บภาษีกับนักการเมือง ข้าราชการ ที่ร่ำรวยผิดปกติอีก ทาง คตง. จึงต้องทำเรื่องเสนอรัฐบาลให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เมื่อกระทรวงการคลังพร้อมจะดำเนินเรื่องนี้อย่างจริงจัง จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องเดินหน้าประเมินทรัพย์สินของนักการเมืองและข้าราชการอย่างเคร่งครัด เอาจริงเอาจังเพื่อพิสูจน์ว่าคนที่อาสามาทำหน้าที่รับใช้ชาติไม่อาจจะหลบลี้ความรับผิดชอบเรื่องการเสียภาษีได้

เพราะชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่มีทางหลีกหนีการเสียภาษี ที่หลบหลักกฎหมายได้ก็คือ อภิสิทธิ์ชนอย่างนักการเมืองและข้าราชการบางกลุ่มบางคนนั่นแหละ