วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นวัตกรรมทางการเงินสำหรับที่อยู่อาศัยราคาพอเพียงในสหราชอสณาจักร (2)

ในเนเธอร์แลนด์ ประชาชน 1/3 จะอาศัยอยู่ในที่อยู่อาศัยของสมาคมที่อยู่อาศัยต่างๆ (housing associations)

ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา สมาคมที่อยู่อาศัยทั้งหลายกลายเป็นองค์กรอิสระเนื่องจากรัฐบาลยกหนี้ที่ลงทุนมาแล้วให้ทั้งหมด แต่จะไม่มีเงินอุดหนุนใดๆ อีกต่อไป กองทุน 2 แห่งของรัฐบาลเป็นผู้ตรวจสอบโครงการลงทุนของสมาคมที่อยู่อาศัยให้ได้อัตราผลตอบแทนอย่างน้อย 5% และค้ำประกันเงินกู้ยืมให้โดยคิดค่าธรรมเนียม บางครั้งกองทุนมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงินบ้างเมื่อจำเป็น แต่ก็ต้องชำระดอกเบี้ย

เยอรมัน เยอรมนีมีอัตราการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยต่ำสุดและมีขนาดของภาคที่อยู่อาศัยให้เช่าที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป หลังสงคราม ที่อยู่อาศัยขาดแคลน รัฐบาลเยอรมนีส่งเสริมให้สร้างที่อยู่อาศัยโดยการให้แรงจูงใจด้วยการตัดค่าเสื่อมได้เร็วและการยกเว้นกำไรจากทรัพย์สินที่ถือไว้มากกว่า 10 ปี อัตราการตัดค่าเสื่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ความต้องการที่อยู่อาศัย จำนวนที่อยู่อาศัยให้เช่าใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 1960-1995 มีจำนวนประมาณ 6 ล้านหน่วย แต่ในเชิงวิชาการแรงจูงใจอย่างนี้ไม่อาจจัดที่อยู่อาศัยให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ เพียงแต่สามารถเพิ่มอุปทานได้โดยทั่วไปเท่านั้น

สหราชอาณาจักร ในสหราชอาณาจักร เงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลมีน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้นโยบายที่อยู่อาศัยในระดับล่างจะต้องพยายามหาวิธีอื่นๆ ดังนี้

Real Estate Investment Trusts (REITs) ใช้กับโครงการที่อยู่อาศัยให้เช่าที่จะต้องคืนกำไรให้แก่ผู้ถือกองทุนไม่น้อยกว่า 90% และจะได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนเพียง 3.5% ในขณะที่การลงทุนทั่วไปต้องการอัตราผลตอบแทน 7%

Partnership Models เป็นรูปแบบโครงการที่ใช้เงินอุดหนุนการค้ำประกันเงินกู้ยืมและเงินลงทุนในหุ้นจากหลากหลายแหล่ง ทั้งรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลกลาง ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย และสถาบันการเงินภาคเอกชน

Bond Finance วิกฤตการเงินสหรัฐอเมริกาและยุโรปทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัยในสหราชอาณาจักรบางส่วนเริ่มใช้วิธีออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินทุนโดยมีทั้งประเภทที่มีหลักทรัพย์และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในปี 2012 รัฐบาลกลางได้เริ่มแนวคิดที่จะทำการค้ำประกันการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 10,000 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังไม่อาจทำได้มากนัก เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมจากนักลงทุน

Locally-led Innovation นวัตกรรมที่เริ่มโดยท้องถิ่นต่างๆ มีหลายแบบได้แก่ ก) รัฐบาลท้องถิ่นตั้งกองทุนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อที่ดินและก่อสร้าง ข) รัฐบาลท้องถิ่นนำที่ดินมาตั้งเป็นกองทุนแล้วพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยคิดราคาเฉพาะสิ่งก่อสร้าง ค) รัฐบาลท้องถิ่นตั้งกองทุนเป็นสหกรณ์โดยให้ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยชำระมูลค่าซึ่งจะกลายหุ้นในสหกรณ์นั้น ง) รัฐบาลท้องถิ่นค้ำประกันสินเชื่อผ่อนชำระที่อยู่อาศัย

Affordable Home Ownership ผู้บริโภคที่พอมีรายได้ซื้อที่อยู่อาศัยสามารถจ่ายเงินเพื่อมีหุ้นหรือมีความเป็นเจ้าของในที่อยู่อาศัยใหม่ สิ่งที่แตกต่างกันคือ การถือหุ้นได้รับเงินอุดหนุนบางส่วนและได้รับส่วนแบ่งของกำไร ส่วนความเป็นเจ้าของนั้นจะต้องขอสินเชื่อสำหรับที่อยู่อาศัยในส่วนที่เป็นเจ้าของแต่ยังไม่ได้จ่าย แต่ทั้งสองแบบจะต้องจ่ายค่าเช่าในส่วนที่ไม่ได้ถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของ นอกจากนี้รัฐบาลและ/หรือผู้ประกอบการอาจทำการค้ำประกันสินเชื่อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยครั้งแรกโดยการกันเงินค่าซื้อที่อยู่อาศัยส่วนหนึ่งไว้เป็นกองทุนค้ำประกันความเสียหายของสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ

ข้อสังเกต นโยบายที่อยู่อาศัยที่บรรยายมาข้างต้นล้วนแต่เกิดขึ้นในประเทศที่ราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินกว่าราคาตามแนวโน้มระยะยาว เนื่องมาจากการขึ้นราคาอย่างรวดเร็วของที่อยู่อาศัยก่อนวิกฤตการเงินโลกทั้งสิ้นและยังไม่ได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยสูงเกินกว่าความสามารถของผู้บริโภคที่จะจ่ายได้ นโยบายที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนให้ยังคงสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อย การช่วยเหลือจึงต้องทำทุกด้านที่เกี่ยวข้องและเท่าที่เป็นไปได้แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพื่อลดภาระผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

OECD (2006) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานกับราคาที่อยู่อาศัย และ ได้ข้อสรุปว่า ขนาดและระยะเวลาของการปรับตัวของราคาที่อยู่อาศัยล่าสุดถือว่ามากอย่างไม่เคยมีมาก่อน และไม่สอดคล้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ราคาที่อยู่อาศัยจะปรับตัวรุนแรงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ อัตราดอกเบี้ยว่าจะยังคงรักษาระดับใกล้เคียงปัจจุบันหรือไม่ กล่าวคือ ราคาที่อยู่อาศัยอาจปรับตัวลงรุนแรงและเป็นระยะเวลายาวนานในการตอบสนองต่อการขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ปัจจัยสำคัญอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยได้แก่ข้อจำกัดทางด้านอุปทาน ได้แก่ ที่ดินและกฎระเบียบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ส่วนแรงกดดันจากด้านอุปสงค์ได้แก่ การลดขนาดของครัวเรือน ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น การเปิดเสรีทางการเงินตั้งแต่ Basel I ในทศวรรษที่ 1980 ก็ทำให้สินเชื่อผ่อนชำระที่อยู่อาศัยหาได้ง่ายขึ้นและราคา/อัตราดอกเบี้ยถูกลง

ประเทศไทยแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีนโยบายที่อยู่อาศัยเลย ยกเว้นโครงการของรัฐบาลที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อการทุจริตโดยเฉพาะ การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอนของรัฐบาลที่เคยใช้เป็นครั้งคราวอาจถือว่าเป็นไปเพื่อการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว แม้ว่าการยกเว้นดังกล่าวจะลดต้นทุนลงได้ประมาณ 5% แต่ก็ถือว่าช่วยได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยระดับล่างสุดให้สามารถซื้อที่อยู่อาศัยของตนเองได้ ส่วนผู้ที่อยู่ระดับเหนือกว่านั้นสามารถซื้อได้เร็วขึ้นหรือซื้อได้ขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยเหตุที่รัฐบาลไม่มีนโยบายที่อยู่อาศัยที่มีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงเป็นฝ่ายดิ้นรนและแสวงหานวัตกรรมเอาเองมาตลอด 50 ปี เงินดาวน์ที่สูงถึง 40% ก็ลดลงเหลือเพียง 5% ถ้าหากไม่ติดขัดด้วยกฎระเบียบเพื่อป้องกันฟองสบู่ ก็คงเป็น 0% ได้อย่างที่เคยเป็นมาแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่เคยสูงถึง 18% ต่อปี ก็ลงมาที่ประมาณ 3% ต่อปีในปัจจุบัน แม้ว่าราคาที่ดินจะสูงขึ้นมาตลอด ความต้องการที่อยู่อาศัยก็ยังคงมีอยู่สม่ำเสมอและตลอดเวลา การส่งเสริมให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยโดยภาพรวม มีปัจจัยสำคัญคือ เงินดาวน์ อัตราดอกเบี้ย และ การขยายเส้นทางคมนาคมสู่นอกเมืองเพื่อเปิดพื้นที่เพิ่มขึ้นสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยโดยที่ระยะเวลาเดินทางเข้าสู่แหล่งงานหรือการศึกษาไม่มากนัก ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องเหล่านี้ โดยที่รัฐบาลมีบทบาทน้อยมาก

ที่มา : Gibb, Kenneth, Maclennan, Duncan and Stephens, Mark, “Innovative Financing of Affordable Housing, International and UK Perspectives,” A report by Joseph Rowntree Foundation, March 2013.