พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้พบปะกับผู้นำ
ภาคธุรกิจราว 24 คน เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่มาในนามขององค์กรภาคธุรกิจ ซึ่งได้เสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลในประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่เห็นว่ามีปัญหา แต่ละข้อเสนอนั้นเป็นมุมมองจากแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มหรือองค์กรตัวเอง แต่โดยภาพรวมแล้วบรรดาผู้นำภาคธุรกิจต่างเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล แต่บอกตรงกันว่ามีปัญหาด้านปฏิบัติล่าช้า
นายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะรับฟังปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ และยอมว่าที่ผ่านมาในส่วนของหน่วยงานก็มีปัญหาทางปฏิบัติจริง ดังนั้นจึงสั่งให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานรัฐ ไปเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศไปแล้ว หากการพบปะและหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคธุรกิจ มีผลทางปฏิบัติจริง กล่าวคือ มีการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ก็ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของการแก้ปัญหาของชาติ กล่าวคือร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง
ข้อเสนอและข้อร้องเรียนของภาคธุรกิจที่เสนอไปนั้น ค่อนข้างมีครบในแทบทุกประเด็น ที่เห็นว่าเป็นปัญหาของภาคเอกชน หากสามารถแก้ได้ก็นับว่าเป็นสิ่งน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันธุรกิจมีขนาดใหญ่มากขึ้น ดังนั้นปัญหาต่างๆย่อมตามมามากและมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก แต่เราต้องไม่ลืมว่าปัญหาของประเทศไทย ไม่มีเพียงแค่ภาคธุรกิจเท่านั้น และภาคธุรกิจก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมไทยทั้งหมด และอาจถือว่ามีขนาดไม่ใหญ่นักหากเทียบกับเรื่องสังคมการเมือง ที่ไม่อาจตีราคาเป็นตัวเงิน
แต่ปัญหาของสังคมมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคนในระดับกลางและระดับล่างลงไป ที่ไม่มีการรวมกลุ่มหรือรวมตัวเป็นองค์กรเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ซึ่งปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็มีไม่น้อยกว่าภาคธุรกิจที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ในบางกรณีอาจร้ายแรงกว่าด้วยซ้ำไป แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถรวบรวมปัญหาและรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อเสนอรัฐบาลได้รับรู้ หรืออย่างดีก็เพียงแต่ยื่นเรื่องผ่านศูนย์ร้องเรียนต่างๆของหน่วยงานรัฐ ส่วนปัญหาจะได้รับการแก้ไขหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา
ดังนั้น รัฐบาลควรหาช่องทางหรือวิธีการอย่างไร ให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่ม และรวบรวมปัญหาให้มีความชัดเจนเหมือนองค์กรภาคเอกชน และที่สำคัญกว่านั้นต้องเป็นองค์กรหรือการรวมตัวกันที่หน่วยงานรัฐรับฟัง เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีรับฟังจากภาคเอกชน เราเชื่อว่าหากสามารถประมวลปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วประเทศได้ และนำมาเรียงลำดับเหมือนกับที่ภาคธุรกิจเสนอ ปัญหาสังคมที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยปวดหัวตามแก้ไขจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก็น่าจะมีนโยบายที่ดีมาแก้ปัญหา
เราเห็นว่าที่ผ่านมา ประชาชนหลายส่วนได้รวมกลุ่มกันในบางเรื่องบางประเด็นปัญหา แต่อาจยังไม่มากพอ อีกทั้งการรวมกลุ่มของประชาชนเหล่านี้ ไม่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานรัฐมากนัก ดังนั้น หากเราสามารถสร้างช่องทางสื่อสารระหว่างกันให้ตรงกันมากขึ้น ก็จะทำให้รัฐบาลเข้าใจปัญหาที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งการแก้ปัญหาในระดับรากฐานของสังคมนี้เอง จะทำให้สังคมไทยมีความมั่นคงหรือภูมิคุ้มกันในเรื่องที่เป็นภัยคุกคามใหม่ๆได้ คำถามก็คือรัฐบาลมีช่องทางตรงนี้ดีพอหรือยัง






