วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยฟื้นหรือไม่ วัดกันที่ฝีมือรัฐบาลล้วนๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินความเสี่ยงล่าสุด ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ และทำให้การฟื้นตัว

ล่าช้าออกไปอีกนั้น มาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่น และเอเชีย เนื่องจากการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเปราะบาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทย รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกร แต่หากรัฐบาลสามารถเร่งการใช้จ่าย และการลงทุนของภาคเอกชนฟื้นตัวเร็ว รวมถึงผลจากราคาพลังงานในประเทศและต่างประเทศ ที่ลดลงช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อที่แท้จริงให้กับภาคครัวเรือน ทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวสูงขึ้นสู่ภาวะที่สมดุลได้ ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะอยู่ที่ 4.0% ลดลงจาก 4.8% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 1.2% ลดลงจาก 2.1% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2% ลดลงจาก 1.3%

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าที่ยังสูงเกินจริง และสินค้าแต่ละชนิดราคาเหมาะสมหรือไม่ เหตุเพราะราคาน้ำมันลดลงโดยให้ดูว่าสินค้าแต่ละชนิดราคาเหมาะสมหรือไม่ โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันมีผลต่อต้นทุนลดลงก็ควรจะลดราคาสินค้าลงด้วย อย่างไรก็ตามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย มีการประชุมทุกเดือนกลับประเมินว่าราคาน้ำมันลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญที่จะทำให้ผู้ผลิตสินค้าลดราคาสินค้าลง เนื่องจากต้นทุนการดำเนินธุรกิจรวมยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสินค้าบางรายการยังถูกตรึงราคาไว้ ทั้งที่ต้นทุนค่าขนส่งและค่าแรงปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ผู้ผลิตเจอแรงกดดันและต้องแบกรับกับต้นทุน และยังไม่มีการยืนยันว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะมีทิศทางลดลงตลอด

ด้านของกระทรวงการคลังนั้นเตรียมการจัดทำงบประมาณกลางปี ในวงเงินเพิ่มการขาดดุลอีก 2.6 แสนล้านบาท เท่ากับเป็นการเพิ่มช่องทางการกู้ยืมเงินในประเทศเพื่อหวังนำมาใช้จ่ายในปีงบประมาณรายจ่าย 2558 หลังจากที่ต้องพิจารณาปรับลดประมาณการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่มียอดการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการถึง 2 แสนล้านบาท จากยอดรายได้ในปีงบประมาณนี้ที่ตั้งไว้ 2.275 ล้านล้านบาท รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง ซึ่งกระทบต่อการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าน้ำมันให้ปรับลดลงตามไปด้วย ในขณะที่รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เพื่อเพิ่มฐานรายได้ทั้งที่ทุก 1%ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นล้านบาท

ถึงแม้ความหวังที่จะพึ่งพาการส่งออกยิ่งยากลำบาก โดยเฉพาะการส่งออกที่ไปยังสหภาพยุโรปจะเจอกับอุปสรรคของภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีนับจากปี 2552 หลังจากที่เงินเฟ้อในยูโรโซนติดลบ 0.2% ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา จากผลของราคาน้ำมันที่ดิ่งลง ซึ่งเป็นครั้งล่าสุดที่ทำให้สัญญาณของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลดลงอย่างชัดเจน และอาจบีบให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต้องทำ QE (Quantitative Easing) ผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของยูโรโซนระลอกใหม่

แต่ผลจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมองในมุมบวกย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทยที่สามารถประหยัดรายจ่ายเพื่อซื้อน้ำมันนำเข้าถึงปีละ 4.67 แสนล้านบาทนั้น ถ้าหากรัฐบาลมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะส่งให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่น ที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใหม่ๆ ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจมีอัตราการฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้ คงต้องบอกว่าทั้งหมดนี้อยู่ที่ฝีมือของรัฐบาลล้วนๆ ที่จะจัดสรรการใช้เงินให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด แทนที่จะพึ่งพาแต่เฉพาะเงินกู้เท่านั้น