เริ่มต้นศักราชใหม่มาได้ 1 สัปดาห์ น้ำมันดิบในตลาดโลกก็เคลื่อนไหว ทำสถิติใหม่ด้วยการลงไป
แตะระดับ 49.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ม.ค.) ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้วก็ยังไม่เห็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันเปลี่ยนทิศทางจากขาลง เช่นเดียวกับที่ยังไม่เห็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำมัน เว้นแต่ปริมาณการผลิตในโลกลดลง และประเทศผู้บริโภคน้ำมันยักษ์ใหญ่ ทบทวนแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมัน
ในแง่ดีนั้น ราคาน้ำมันที่ถูกลงจะทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการจับจ่ายมากขึ้น และหนุนนำเศรษฐกิจโลก บรรดาบริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งพากันคาดการณ์ เกี่ยวกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ดิ่งลง อย่างแคปิตอลอิโคโนมิกที่ประเมินว่าราคาน้ำมันที่ลดลง น่าจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ของประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย เติบโตได้ 4.7% ปีนี้ จาก 4.3% เมื่อปีที่แล้ว หรือบริษัทไอเอชเอสที่มองว่าราคาน้ำมันที่ลดลงน่าจะทำให้จีดีพีของเอเชียแปซิฟิก ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 0.25-0.5%
ในส่วนของไทยนั้น ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่อเนื่อง สวนทางค่าครองชีพที่ยังไม่ลดลง โดยเฉพาะราคาสินค้า จนกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลราคาสินค้า ระบุว่าอยู่ระหว่างวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งให้กรมการค้าภายใน เร่งวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้าใหม่ทั้งหมด หลังจากน้ำมันดีเซลได้ปรับลดลงลิตรละเกือบ 4 บาท มาอยู่ที่ลิตรละ 26.39 บาท จากนั้นจะเชิญผู้ผลิต และผู้ประกอบการสินค้ามาหารือ เพื่อขอให้ปรับลดราคา คาดว่าผู้บริโภคจะได้เห็นราคาสินค้าบางรายการลดลงได้ภายในเดือนม.ค.นี้
ทิศทางขาลงของน้ำมันโลกยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนนักวิเคราะห์หลายคนเริ่มมองว่าราคาอาจไหลลงสู่ระดับ 40 ดอลลาร์ โดยเฉพาะในกรณีที่ความต้องการไม่มีวี่แววจะเพิ่มขึ้น ท่ามกลางปริมาณการจัดหาน้ำมันที่ล้นเกินในตลาด อันสะท้อนว่าความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันยังเป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง และแม้มีการคาดหมายบางกระแสว่าผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานของสหรัฐ จะเป็นรายแรกที่ลดกำลังการผลิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าวก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงกลางปีนี้
ในอีกแง่หนึ่งนั้น ราคาน้ำมันโลกที่ลดลง 50% ตั้งแต่เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว ก็ก่อให้เกิดความวิตกเรื่องเงินฝืด จนทำให้การปรับตัวลงของราคาน้ำมันถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถ แต่เป็นเรื่องปวดศีรษะสำหรับผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐพยายามปรับนโยบายกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ยุโรปกำลังไม่ต้องการเผชิญเงินฝืด แต่ล่าสุดเงินเฟ้อในยูโรโซนก็ติดลบไปเรียบร้อยแล้ว 0.2% เมื่อเดือนธันวาคม ผลจากราคาน้ำมันที่ดิ่งลง
นอกจากประเด็นเงินฝืดแล้ว ราคาน้ำมันที่ร่วงลงยังกระทบต่อรายได้ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือประเทศในละตินอเมริกา ดังนั้นนอกจากในส่วนของไทยที่ต้องส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงผลจากการปรับตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลกมาสู่ผู้บริโภคให้ทั่วถึงกันแล้ว ยังต้องคอบจับตาดูผลกระทบในแง่ลบที่มาพร้อมแนวโน้มดังกล่าวด้วย เพื่อที่นอกจากจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากภาวะขาลงของราคาน้ำมันแล้ว ยังพร้อมที่จะรับมือกับผลพวงอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นอีกด้วย






