วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปกหนังสือและชื่อบทความ

อย่าด่วนตัดสินว่าเนื้อหาของหนังสือดีหรือไม่โดยใช้ปกเป็นเกณฑ์

ประวัติของสำนวนฝรั่งบ่งว่า นวนิยายเรื่อง The Mill on the Floss ซึ่งพิมพ์ออกมา 155 ปีแล้วเป็นต้นกำเนิดของสำนวน “Don’t judge a book by its cover.” ซึ่งอาจแปลได้ว่า “อย่าด่วนตัดสินว่าเนื้อหาของหนังสือดีหรือไม่โดยใช้ปกเป็นเกณฑ์” เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สำนวนนี้เป็นข้อคิด หรือหลักปรัชญาที่ครอบคลุมมากกว่าเรื่องปกกับเนื้อหาของหนังสือ ในทำนองเดียวกัน เนื้อหาของบทความจะเป็นอย่างไรและมีคุณค่าหรือไม่บอกไม่ได้จากชื่อของมัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมออนไลน์ได้พูดถึงบทความเรื่องหนึ่งซึ่งในสายตาของบางคนมีชื่อทำนองชวนวิวาทว่า “ลดกินข้าวเพื่อช่วยชาวนา” ในบริบทนั้น ได้มีการพูดถึงหนังสืออีกเรื่องหนึ่งซึ่งมีชื่อค่อนข้างขัดหูและชวนงุนงงว่า “ทำปลาร้าไปฝากภาคอีสาน” (ทั้งบทความและหนังสืออาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com ช่อง “ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร”)

ถึงแม้จะสั้น แต่เนื้อหาของบทความนั้นครอบคลุมหลายประเด็นเช่นเดียวกับหนังสือเล่มที่กล่าวถึง ประเด็นหลักของบทความมุ่งไปที่ข้อคิดสำหรับปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารซึ่งจะมีผลดีต่อชาวนาพร้อมกับตัวผู้รับประทานเองและอาจโยงไปถึงนโยบายบางด้านของรัฐบาลได้ด้วย ส่วนประเด็นใหญ่ของหนังสือเป็นเรื่องการต่อสู้กับอุปสรรคและหลักการบริหารจัดการองค์กรทางธุรกิจของบุคคล มองจากมุมนี้ เนื้อหาของบทความครอบคลุมกว้างกว่าเนื้อหาของหนังสือซึ่งยาวกว่าหลายเท่า เนื่องจากเหตุการณ์ในช่วงนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาของบทความมากกว่าเนื้อหาของหนังสือโดยเฉพาะเรื่องน้ำในแหล่งต่าง ๆ แห้งขอดจนสร้างปัญหาสาหัสให้แก่การทำนา จึงขออ้างถึงบางประเด็นในบทความเพื่อนำไปสู่ประเด็นอื่น

บทความเสนอให้คนไทยลดรับประทานข้าวและรับประทานอาหารจำพวกแป้งชนิดอื่นแทน อาทิเช่น ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง เผือก กล้วยและฟักทอง การรับประทานอาหารเหล่านั้นแทนข้าวจะช่วยทั้งชาวนาและรักษาสิ่งแวดล้อมพร้อม ๆ กับการได้ประโยชน์มากขึ้นของผู้รับประทานเอง

ช่วยชาวนาอย่างไร? ในระบบตลาดเสรีที่เราใช้อยู่และในภูมิอากาศที่เหมาะแก่การปลูกพืชจำพวกแป้งสารพัด หากผู้บริโภคต้องการอาหารบางอย่าง เกษตรกรย่อมตอบสนองด้วยการปลูกสิ่งเหล่านั้น เมื่อชาวนาหันมาปลูกพืชชนิดอื่นมากขึ้น พวกเขาย่อมมีความเสี่ยงน้อยลงเทียบกับการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาข้าว หรือจากศัตรูที่มักเกิดขึ้นมากจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวติดต่อกัน ยิ่งกว่านั้น การปลูกข้าวใช้น้ำมากกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นอย่างน้อย 6 เท่า ฉะนั้น ในฤดูแล้งที่มีน้ำไม่พอปลูกข้าว ชาวนายังปลูกพืชได้อีกหลายชนิด ส่วนเผือกนั้นมีทั้งสายพันธุ์ที่ปลูกได้ในน้ำและสายพันธุ์ที่ปลูกได้บนบก

ช่วยสิ่งแวดล้อมอย่างไร? ข้าวใช้น้ำมากกว่า จึงมักนำไปสู่การแสวงหาแหล่งน้ำจำพวกสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง นอกจากนั้น ข้าวยังต้องใช้พลังงานมากกว่าก่อนที่จะนำมารับประทานได้ นั่นคือ หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าวต้องได้รับการสีซ้อมก่อนที่จะนำมาหุง ส่วนพืชอื่นนำมาทำอาหารได้โดยไม่ต้องสีซ้อม ยิ่งเป็นกล้วยด้วยแล้ว ไม่ต้องเสียพลังงาน ปอกรับประทานได้ทันที ในกรณีที่นำข้าวมาทำเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีนและหมี่แห้งกึ่งสำเร็จรูป ต้องใช้พลังงานเพิ่มอีก นอกจากนั้น การปลูกพืชหลายอย่างผสมผสานกันเป็นการลดความเสี่ยงจากศัตรูพืชระบาด ฉะนั้น โอกาสที่จะมีสารเคมีตกค้างหลังใช้กำจัดศัตรูพืชย่อมลดลง

ให้ประโยชน์แก่ผู้รับประทานมากขึ้นอย่างไร? แป้งแต่ละอย่างมีธาตุอาหารต่างกัน ฉะนั้น การรับประทานอาหารหลากหลายย่อมมีโอกาสได้ธาตุอาหารที่ร่างกายต้องการครบถ้วนมากกว่าการรับประทานข้าวเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น ข้าวที่เรารับประทานมักเป็นข้าวขัดขาวที่ธาตุอาหารดี ๆ ถูกขัดสีออกไปหมดแล้ว ยิ่งกว่านั้น ข้าวมีแคลอรีสูงกว่าอาหารแป้งชนิดอื่น ฉะนั้น ผู้ต้องการควบคุมน้ำหนักมีโอกาสทำสำเร็จได้ง่ายกว่าการรับประทานอาหารแป้งชนิดอื่นแทนข้าว

สำหรับการโยงไปถึงนโยบายของรัฐบาล การส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสานและการบริหารจัดการน้ำตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นด้านที่เชื่อมโยงกันได้เป็นอย่างดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ตั้งแต่ปี 2540 ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนจริงใจกับเรื่องนี้ จริงอยู่รัฐบาลมักประกาศออกมาว่าจะดำเนินนโยบายตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีการเกษตรแบบผสมผสานเป็นส่วนประกอบสำคัญด้านหนึ่งถึงกับตั้งองค์กรขึ้นมา แต่ไม่เคยทำจริง องค์กรใหม่จึงยังมิได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันจนอดีตข้าราชคนหนึ่งบ่นว่า “....ข้าราชการจะมีอุดมการณ์ทำให้สำเร็จหรือเปล่า หรือแย่งกันเป็นกรรมการบริหารเอาเบี้ยประชุมตามกฎหมายไปแต่ละเดือน... เขาจะวิ่งเต้นกัน at any cost [จ่ายไม่อั้น] แล้วค่อยถอนทุนกันทีหลังในหลายรูปแบบ รวมถึงการอยู่เฉยๆ รับเงินเดือนและเบี้ยประชุมกรรมการคณะต่างๆ ... ปลัดกระทรวงบางกระทรวงเป็นกรรมการกันร่วม ๑๐ คณะ...”

การเกษตรแบบผสมผสานที่มักเรียกกันว่า “โคก หนอง นา โมเดล” ได้รับการทดลองโดยเอกชนจนประสบผลสำเร็จแล้ว แต่ภาครัฐยังไม่นำมาใช้เป็นฐานของนโยบาย หลายครั้ง คอลัมน์นี้เสนอให้ทำเมืองไทยให้เป็นเสมือนถาดหยอดขนมครก นั่นคือ ขุดสระน้ำแบบกระจัดกระจายในทุกพื้นที่เกษตรกรรมทุกแห่งที่ไม่มีแหล่งน้ำ หรือการชลประทานอยู่แล้ว หากรัฐบาลยังไม่แน่ใจ จะทำนำร่องในอำเภอใดอำเภอหนึ่งซึ่งแห้งแล้งมากก่อนก็ได้ โครงการนี้จะไม่ผลาญงบประมาณเป็นล้านล้านบาทแน่ แต่น่าจะได้ผลมากกว่าอภิมหาโครงการที่กำลังคิดกันอยู่ ส่วนชื่อของโครงการจะตั้งให้หรู หรือจะตั้งแบบชวนวิวาทแบบชื่อบทความก็ได้