วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเลือกตั้ง เงินอุดหนุนพรรค และประชามติ : กรณีศึกษาประเทศอังกฤษ

จากประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศพบว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งจากระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้ง

จากประสบการณ์ของหลายๆ ประเทศพบว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งจากระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้ง (First Past the Post) หรือที่เรียกว่าการเลือกตั้งแบบง่าย (Majority Vote) มาสู่การเลือกตั้งแบบสัดส่วน (True Proportional Representation) แบบใดแบบหนึ่ง มักจะได้รัฐบาลผสม (Coalition Government) แม้กระทั่งในการเลือกตั้งระบบเสริมสมาชิก (Additional Members System หรือ AMS) ซึ่งเป็นระบบที่ผสมผสานระหว่างระบบการเลือกตั้งแบบผู้ได้คะแนนสูงสุด กับระบบบัญชีรายชื่อ อาทิการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนที่ สกอตแลนด์ (Scottish Parliament) เวลส์ (Welsh Assembly) และที่ลอนดอน (London Assembly) ก็ทำให้เกิดสภาวะที่ไม่มีพรรคใหญ่พรรคเดียวครองที่นั่งส่วนใหญ่ในสภา เพราะระบบเลือกตั้งถูกออกแบบให้เกิดที่นั่งในสภาตามสัดส่วนระหว่างพรรคต่างๆ ที่ส่งสมาชิกเข้ารับเลือกตั้ง และเกิดรัฐบาลผสมที่ต้องทำงานร่วมกันในลักษณะพิเศษเช่นลักษณะโครงการรัฐบาล (Program Government) หรือการตกลงกันของหุ้นส่วน (Partnership Agreement) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรที่นั่งในสภาตามระบบสัดส่วนก็มิใช่ว่าจะเป็นสัดส่วนที่ตรงตามความเป็นจริงเสมอไป ในบางครั้งสัดส่วนของบางพรรคในสภาที่ได้มากลับจะเกินหรือน้อยกว่าสัดส่วนคะแนน (Popular Vote) ที่ประชาชนลงให้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ถึงกับแปลกแยกอย่างมาก แต่ที่สำคัญก็คือ รัฐบาลผสมมักจะแฝงด้วยความไม่มั่นคงของรัฐบาล ประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่างอันดีประเทศหนึ่งที่เคยใช้การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (Party List) อย่างเดียวเพื่อสร้างสัดส่วนของพรรคการเมืองให้มีที่นั่งในสภาให้ตรงกับคะแนนเสียงของประชาชน โดยจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นบริหารประเทศ แต่รัฐบาลผสมของอิตาลีในสมัยนั้นก็ประสบปัญหาอย่างมาก และไม่มั่นคงพอที่จะบริหารประเทศระยะยาวได้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศสามารถไปได้อย่างดี และในที่สุดก็ต้องกลับมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมระหว่างระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดกับระบบบัญชีรายชื่อ และทำให้รัฐบาลมีความมั่นคงขึ้น

รัฐบาลผสมมีข้อด้อยที่สำคัญคือโครงการของรัฐบาลกว่าจะออกมาได้ต้องผ่านการกลั่นกรองมากเกินไปจนไม่ทันต่อความต้องการในการบริหารจัดการประเทศ ในบางประเทศที่ไม่มีรัฐบาลรักษาการ กว่าจะตั้งรัฐบาลผสมมาบริหารบ้านเมืองได้ก็ใช้เวลานานมาก ซึ่งทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศอื่น แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่า ในบางครั้ง ปัญหาการตั้งและการบริหารจัดการของรัฐบาลผสมดูจะแยกกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่นกรณีประเทศอิตาลีที่กล่าวถึงข้างต้น ที่มีปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ล้มลุกคลุกคลานจนต้องเปลี่ยนรัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง แต่เศรษฐกิจของอิตาลีสมัยนั้นกลับมีความมั่นคงและเจริญรุดหน้าเป็นอย่างดี

ปัญหาหนึ่งของรัฐบาลผสมก็คือความชอบธรรมของรัฐบาลที่ตั้งขึ้นจากการรวมกันของพรรคต่างๆ ซึ่งบางพรรคประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือก แต่ปัญหานี้ก็อาจแก้ได้ โดยก่อนมีการเลือกตั้งและในระหว่างหาเสียง พรรคต่างๆ อาจมีการกำหนดนโยบายหาเสียงว่าถ้าเข้ามาเป็นรัฐบาลจะรวมกับพรรคใดได้บ้างในการตั้งรัฐบาลผสมเพื่อบริหารจัดการประเทศ ในกรณีนี้ประชาชนจะทราบล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ของรัฐบาลผสมในอนาคต และทำให้เกิดความชอบธรรมเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ผสมจากพรรคต่างๆ ที่ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้ว ประเทศเยอรมันเป็นตัวอย่างที่ใช้วิธีเช่นว่านี้

ข้อครหาเกี่ยวกับข้อด้อยของรัฐบาลผสม เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลพรรคเดียวมักจะเกี่ยวกับความมั่นคงและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ว่าจะไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสมกับความต้องการของประชาชน ถ้าแต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปก็พบว่า รัฐบาลพรรคเดียวก็มิใช่ว่าจะมั่นคงและมีประสิทธิภาพเสมอไป ถ้านโยบายพรรคเองเป็นนโยบายที่ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลอังกฤษในปี 1974 - 1979 เป็นตัวอย่างอันดีของรัฐบาลพรรคเดียวคือพรรคแรงงานที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

ฉะนั้น การที่จะตัดสินว่ารัฐบาลดีหรือไม่ดี มั่นคงหรือไม่มั่นคง กล้าตัดสินใจหรือไม่กล้าตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมอยู่มาก ยิ่งไปกว่านี้ ถ้าลองพิจารณากรณีที่มีรัฐบาลมาจากพรรคเดียวบริหารประเทศ และปรากฏว่าการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลดำเนินการโดยไม่ฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของใคร ไม่ต้องห่วงต่อแรงกดดันใดๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพของโครงการที่รัฐบาลบริหารจัดการว่าจะถูกใจประชาชนหรือไม่ ท่านคิดว่ารัฐบาลพรรคเดียวเช่นว่านี้เป็นรัฐบาลที่ท่านต้องการหรือไม่ เพราะการบริหารจัดการจะเป็นไปอย่างเผด็จการ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และไม่ต้องรับผิดชอบ ฉะนั้นรัฐบาลที่ดีหรือไม่ดี ไม่น่าจะดูว่าเป็นรัฐบาลผสมหรือไม่ แต่ควรดูที่นโยบายว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่มากกว่า รัฐบาลจะมั่นคงแข็งแรงถ้าประชาชนยอมรับและเห็นด้วยกับนโยบายหลักของรัฐบาล แต่ถ้าไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแบบใดก็มีปัญหาเหมือนกัน

การที่คิดแต่เพียงว่าถ้ามีรัฐบาลพรรคเดียวบริหารประเทศก็จะเป็นรัฐบาลที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มั่นคงและมีประสิทธิภาพนั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดก็เป็นได้ เพราะความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่เป็นสิ่งดีเสมอไปถ้าไม่ตอบสนองและไม่รับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่มาจากพรรคเดียวในบางครั้งทะนงว่าได้รับเลือกตั้งจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศให้บริหารจัดการประเทศได้เพียงพรรคเดียว จนไม่สนใจต่อเสียงเรียกร้องและแรงกดดันภายในสภา ไม่ออกมาชี้แจง ไม่ตอบสนอง และไม่ให้ความสนใจต่อคำถามของผู้แทนทั้งหลายซึ่งรวมถึงผู้แทนที่มาจากพรรคเดียวกันในสภาด้วย การไม่ให้ความสำคัญเช่นว่านี้อาจทำให้เกิดสภาวะที่ผู้แทนในสภาไม่พอใจ และอาจสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลในการเสนอโครงการต่างๆ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา

และในที่สุดรัฐบาลก็ต้องหันกลับมาตั้งรับแรงกดดันจากภายในรัฐสภา ตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับอุทาหรณ์นี้คือรัฐบาลอังกฤษสมัยนางมาร์กาเรต แทตเชอร์ (Margaret Thatcher) เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลพรรคเดียวคือพรรคอนุรักษนิยม ต้องเผชิญกับความไม่พอใจของสมาชิกพรรคในสภาที่ต้องการให้สนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจ จนในที่สุดนางแทตเชอร์ ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อนายจอห์น เมเจอร์ (John Major) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งต่อมา

ระบบเลือกตั้งที่หลากหลายในปัจจุบันมีทั้งข้อดีและข้อด้อยอยู่ในตัวเองทุกระบบ การเลือกตั้งแบบเสริมสมาชิก (Additional Members System หรือ AMS) ที่ใช้วิธีเลือกตั้งแบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้งผสมกับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออีกจำนวนหนึ่ง ก็น่าจะเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศ ขณะเดียวกันการเลือกตั้งแบบถ่ายโอนคะแนนเสียงได้ (Single Transferable Vote หรือ STV) น่าจะใช้ได้ดีกับการเลือกตั้งแบบท้องถิ่น เพราะจะทำให้เสียงทุกเสียงของผู้เลือกตั้งมีความหมาย โดยสามารถถ่ายโอนคะแนนไปยังผู้สมัครที่ผู้เลือกตั้งพอใจในลำดับรองๆ ลงมาได้ ระบบเสริมสมาชิก หรือ AMS จะช่วยให้สภามีความชอบธรรมมากขึ้นเพราะได้ผู้แทนที่มาจากความพอใจของประชาชนในระดับที่ลดหลั่นกันลงมา รัฐบาลผสมที่ตั้งขึ้นจะร่วมมือกันทำงาน เพราะทุกคนถูกเลือกจากประชาชนให้มาทำงานร่วมกัน นโยบายพรรคจะถูกปรับปรุงเป็นรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในทุกระดับ ผู้แทนในสภาก็สามารถตรวจสอบได้ เป็นการยุติธรรมสำหรับประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ในขณะเดียวกัน ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (STV) ที่ใช้กับการเลือกตั้งท้องถิ่นจะทำให้ไม่เกิดสภาวะพรรคเดียวครองสภาและบริหารท้องถิ่นยาวนานเกินไปจนไม่สนใจ ต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนและเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชันอันเกิดจากการบริหารองค์การมาเป็นเวลานาน

เงินสนับสนุนพรรคการเมือง และการหาเสียงเลือกตั้ง

การหาเสียงเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ ในปัจจุบันได้ใช้งบประมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากอดีต (ไม่รวมถึงการใช้เงินซื้อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกกฎหมาย) พรรคต้องใช้เงินจำนวนมากในการต่อสู้กับคู่แข่งทั้งการหาเสียงและการบริหารจัดการองค์กรพรรค การรับบริจาคจากสมาชิกพรรคอย่างเดียวไม่เพียงพอ และทำให้หลายๆ พรรคต้องระดมเงินจากนอกพรรคด้วยวิธีต่างๆ

การระดมเงินจากบุคคลนอกพรรคทำให้เกิดข้อสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าทำให้ผู้บริจาครายใหญ่จากภายนอกสามารถเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการดำเนินการของพรรคมากเกินไป สามารถเข้าพบนักการเมืองคนสำคัญ มีอิทธิพลต่อนโยบายพรรค การตัดสินใจของพรรค เกียรติคุณของพรรค และอิทธิพลอื่นๆ ที่มีต่อพรรคและนโยบายพรรคเกินกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่นในปี 1977 ในสมัยที่นายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ (Tony Blaire) เพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษใหม่ๆ ในฐานะหัวหน้าพรรค รัฐบาลในขณะนั้นได้รับเงินสนับสนุนพรรคจากนายเบอร์นี่ เอคเคิลสโตน (Bernie Ecclestone) ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่มีธุรกิจจัดแข่งรถแข่ง เป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านปอนด์ให้กับพรรคแรงงานที่นายแบลร์เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้ได้เข้าพบกับนายแบลร์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการโฆษณาบุหรี่ซึ่งรัฐบาลกำลังรณรงค์การโฆษณาไม่สูบบุหรี่ หลังการพบกัน ปรากฏว่าการงดโฆษณาให้มีผลบังคับกับธุรกิจทั่วไป ยกเว้นธุรกิจแข่งรถสูตรหนึ่ง ทำให้เกิดข้อครหาอย่างมาก และแม้ว่าพรรคแรงงานจะได้ยกเลิกไม่รับเงินบริจาคจำนวนหนึ่งล้านปอนด์ในภายหลัง ก็ไม่ทำให้ข้อครหาหมดไป และทำให้รัฐบาลของ โทนี แบลร์ เสนอจัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานบุคคลสาธารณะ (Committee on Standard of Public Life) ขึ้นมา ในปี 1998 เพื่อทำหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์สิ่งที่บุคคลสาธารณะไม่ควรทำ

คณะกรรมการฯนี้ได้กำหนดมาตรฐานของบุคคลสาธารณะ การเพิ่มเงินอุดหนุนพรรคจะทำได้ก็เพื่องานพัฒนานโยบายและงานของพรรคการเมืองในสภาเท่านั้น คณะกรรมการได้เสนอให้มีคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องต่างๆ อาทิ

- เพดานค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง

- การรับบริจาคเงินจากต่างประเทศ

- การเปิดเผยผู้บริจาคเงินที่เกินกว่าเพดานที่กำหนด

- เรื่องอื่นๆ ที่คณะกรรมการเลือกตั้งควรดูแลจัดการ

- ให้รัฐบาลออกพระราชบัญญัติว่าด้วยพรรคการเมือง การเลือกตั้งและการลงประชามติ (Political Parties, Election and Referendums Act หรือ PPERA)

คณะกรรมการเลือกตั้งที่ถูกจัดตั้งขึ้นนี้เป็นผู้รับผิดชอบกำหนดกฎเกณฑ์ ควบคุมและตรวจสอบการใช้เงินของพรรคการเมืองและค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ตลอดจนปรับปรุงการเลือกตั้งให้ทันสมัย ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการทำประชามติ

คณะกรรมการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการ 5 ถึง 9 คน แต่งตั้งโดยพระราชินีอังกฤษ โดยคำแนะนำของสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) โดยความเห็นชอบของประธานสภา (Speaker) ทั้งนี้ให้มีการปรึกษากับผู้นำพรรคการเมืองทั้งหลายในสภาผู้แทนก่อนการแต่งตั้ง (แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นชอบ) กรรมการ กกต.มี

กรอบระยะเวลาทำงานที่แน่นอน คณะกรรมการต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานประจำปีต่อรัฐสภา และรายงานต่อรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งและทำประชามติ นอกจากนี้ กกต.ยังมีอำนาจในการจัดสรรงบประมาณให้กับพรรคฝ่ายค้าน และงบประมาณในการทำประชามติ ส่วนอำนาจในการออกกฎระเบียบนั้น กกต.สามารถออกระเบียบเกี่ยวกับรูปแบบและเนื้อหาการแสดงบัญชีทางการเงินของพรรคและการตั้งผู้สอบบัญชีในการสอบบัญชีค่าใช้จ่ายพรรค แต่อำนาจบริหารส่วนใหญ่ยังเป็นของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กกต.จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล ให้คำปรึกษา โดยภาพรวมแล้ว กกต.จะทำหน้าที่ของผู้ดูแลที่เป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (Non-partisan System) ในการสอดส่อง ดูแล ทบทวน ตรวจสอบการเลือกตั้งและกฎหมายเลือกตั้งให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและทำให้เกิดความชอบธรรมในระบบ

การหาเสียงเลือกตั้ง และค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ของผู้สมัครรับเลือกตั้งและบุคคลภายนอก

ในระยะแรกๆ คณะกรรมการเลือกตั้งได้กำหนดค่าใช้จ่ายต่อเขตเลือกตั้ง โดยพิจารณาจากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเฉลี่ยประมาณ 8,000 ปอนด์ (560,000 บาท) โดยผู้สมัคร หรือตัวแทนผู้สมัครต้องส่งรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีค่าใช้จ่ายและเงินบริจาคในการหาเสียงต่อ กกต. บุคคลภายนอกจะบริจาคเกินกว่า 500

ปอนด์ (35,000 บาท) ต่อผู้สมัครหนึ่งรายไม่ได้ (ซึ่งถ้าเป็นสหรัฐอเมริกา ไม่มีการจำกัดเพราะจะขัดต่อกฎหมาย Right to Free Speech) อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครจะได้รับประโยชน์จากรัฐบางประการเช่นไม่ต้องติดแสตมป์จดหมายที่ส่งไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสามารถใช้ห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อประชุมเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การกำหนดกฎเกณฑ์ และระเบียบต่างๆ ของ กกต. มีผลทำให้การเลือกตั้งเกิดความเป็นธรรมกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง และไม่มีหลักฐานว่าทำให้การหาเสียงไม่มีประสิทธิภาพแต่อย่างใด

การหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไป

พรรคการเมืองมีสิทธิเสรีภาพในการโฆษณาหาเสียงในทุกสื่อตามที่ตกลงกับ กกต. ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งปี 2001 ของอังกฤษ กกต.ได้กำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนของพรรคต้องไม่เกิน 24,000 ปอนด์ (1,680,000 บาท) ต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง หรือ 15.8 ล้านปอนด์ (1,106 ล้านบาท) ในปีก่อนมีการเลือกตั้ง หลังปี 2000 เพิ่มเป็นไม่เกิน 30,000 ปอนด์ (2,100,000 บาท) ต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง หรือ 20 ล้านปอนด์ (1,400 ล้านบาท) สำหรับปีก่อนมีการเลือกตั้ง

2. การรับเงินบริจาคให้ทำได้เฉพาะที่ได้รับอนุญาตแล้วเท่านั้น ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก่อนจะถูกริบ การบริจาคต้องมาจากผู้ลงทะเบียนว่าจะออกเสียงเลือกตั้ง หรือจากนิติบุคคลภายในประเทศ ไม่ให้รับบริจาคจากบุคคลนอกประเทศ และไม่มีเพดานจำนวนเงินบริจาคและรับบริจาค

3. การบริจาคเกินกว่า 5,000 ปอนด์ (35,000 บาท) จะต้องแจ้งต่อ กกต. และต้องเปิดเผยผู้บริจาค

4. บุคคลหรือองค์กรที่นอกเหนือพรรคการเมืองที่จดทะเบียน จะต้องลงทะเบียนผู้บริจาคในฐานะบุคคลภายนอก ถ้าต้องการบริจาคเกินกว่า 10,000 ปอนด์ (700,000 บาท) ในการช่วยจัดพิมพ์เอกสาร ในนามพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง ให้บริจาคได้สูงสุดไม่เกิน 800,000 ปอนด์ (56,000,000 บาท)

เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับกิจกรรมทางรัฐสภาและงานวิจัย

มีการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐให้กับพรรคการเมือง เพื่อทำกิจกรรมในสภา ในหลายรูปแบบ อาทิ

1. เงินระยะสั้น (Short Money) ให้กับพรรคฝ่ายค้านในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในสภา ตามสูตร จำนวนที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งสุดท้าย และจำนวนคะแนนเสียงที่พรรคได้รับ พร้อมทั้งเงินอุดหนุนเพิ่มเติมเพื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางและงานสำนักงานของผู้นำฝ่ายค้าน

2. เงินอุดหนุนฝ่ายค้านเพื่อการพัฒนานโยบายของฝ่ายค้านผ่าน กกต.

เงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับพรรคการเมือง

ไม่มีเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐโดยตรงแต่อาจมีการสนับสนุนในรูปแบบอื่น เช่นการได้คืนภาษีที่หักจากผู้บริจาคเงินให้พรรค หรือได้รับเงินจากคะแนนเสียงที่ลงให้พรรคจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เงินอุดหนุนจากภาครัฐอาจถูกจำกัดสำหรับพรรคที่ส่งผู้สมัครเฉพาะบางเขต และพรรคที่ได้รับที่นั่งในสภาเกินกว่าสัดส่วนของผู้ออกเสียงเลือกตั้งตามความเป็นจริง จำนวนเงินอุดหนุนจากภาครัฐโดยรวมจะถูกจำกัดเพดานและถูกควบคุมค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามเพิ่มจำนวนเงินอุดหนุนพรรคการเมือง โดยเฉพาะสำหรับกิจกรรมที่นอกเหนือกิจกรรมในสภา โดยผู้ที่เห็นด้วยมีความเห็นสนับสนุนดังนี้

1. พรรคการเมืองมีความสำคัญต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงต้องมีขีดความสามารถในการหาเสียงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่กลับถูกจำกัดการอุดหนุนจากภาคเอกชน

2. การเปิดเผยจำนวนเงินบริจาค ขัดขวางผู้ต้องการบริจาคที่เกรงจะตกเป็นข่าวและไม่ต้องการให้เป็นข่าวว่าสร้างอิทธิพลต่อพรรค ทำให้พรรคระดมเงินจากภาคเอกชนได้ยากขึ้น

3. พรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งอาจได้รับความกดดันจากกลุ่มการเงินภาคเอกชนที่ต้องการสนับสนุนนโยบาย

4. ในเมื่อพรรคไม่สามารถระดมเงินอุดหนุนจากภาคเอกชนได้ จึงจำเป็นต้องได้รับเพิ่มจากรัฐ

5. ความเชื่อมั่นในพรรคของประชาชนมักจะคลอนแคลนเมื่อทราบว่ามีการบริจาคเงินหรือระดมเงินจากเอกชน

6. ความเชื่อมั่นของประชาชนจะมีมากขึ้นถ้าการอุดหนุนที่เพิ่มมากขึ้น มาจากรัฐ

7. ความเชื่อมั่นของประชาชนในเกียรติคุณของพรรคจะลดลง เมื่อเข้าใจว่าเกียรติแลกได้ด้วยเงินบริจาค

อย่างไรก็ตาม มีหลายเหตุผลจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ภาครัฐเพิ่มเงินอุดหนุน อาทิ

1. การผลักภาระให้เงินอุดหนุนตกเป็นภาระของผู้เสียภาษีเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

2. มีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่รัฐควรทำมากกว่านี้จากเงินภาษีของประชาชน

3. ถ้าภาครัฐสนับสนุนมาก พรรคก็ไม่จำเป็นต้องสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับประชาชน สมาชิกและผู้สนับสนุน ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนลดลง

4. ทำให้พรรคตอบสนองความเห็นของประชาชนน้อยลง ไม่เป็นผลดีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และอาจทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งลดลงด้วย

5. ทำให้พรรคใหม่เกิดขึ้นได้ยากเพราะต้องแข่งกับพรรคเก่าที่ได้รับเงินสนับสนุนมาก

6. อาจเป็นการสูญเปล่า เช่นการทำโปสเตอร์โฆษณามีค่าใช้จ่ายมาก แต่มีอิทธิพลต่อการออกมาใช้สิทธิออกเสียงน้อย ไม่คุ้มค่า

7. เมื่อใดก็ตามที่มีการออกระเบียบเรื่องเงินอุดหนุนจากภาครัฐ พรรคการเมืองก็จะหาวิธีให้ได้รับเงินเพิ่มขึ้น และเงินอุดหนุนก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก และการตอบสนองต่อประชาชนก็จะลดลงเพราะพรรคพึ่งประชาชนน้อยลงไปเรื่อยๆ

ประชามติ

ประชามติไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป แม้ว่าจะมีการใช้วิธีลงประชามติในการตัดสินนโยบายสำคัญๆ ของหลายๆ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศ ข้อโต้แย้งที่สำคัญคือ ประชามติสร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลที่จำเป็นต้องรับมติไว้เป็นนโยบายถ้ามติได้รับความเห็นชอบ โดยที่คะแนนประชามติไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เห็นพ้องต้องกันได้อย่างสิ้นเชิง ดังที่ บ็อกเดเนอร์ (Bogdanor) กล่าวว่า “ประชามติอาจสร้างความเห็นพ้อง ให้ปรากฏชัด แต่ไม่ได้สร้างความเห็นพ้องที่เป็นหนึ่งเดียว (It can articulate submerged consensus, but it cannot create one)”

การที่รัฐบาลต้องยอมรับประชามติ อาจทำให้รัฐบาลหลุดพ้นความรับผิดชอบ โดยผลักให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ออกเสียงลงประชามติแทนเมื่อเกิดความผิดพลาดในนโยบาย หรือเกิดความไม่พอใจของประชาชนขึ้นภายหลังรัฐบาลดำเนินการตามประชามติ และที่สำคัญก็คือ ประชามติอาจเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจหรือพอใจรัฐบาลปัจจุบันมากกว่าความพอใจหรือไม่พอใจประเด็นที่ลงประชามติ

อย่างไรก็ตาม การลงประชามติก็มีประโยชน์ในหลายเรื่อง อาทิ เมื่อรัฐบาลไม่แน่ใจว่านโยบายที่จะออกใหม่นี้ เป็นนโยบายที่ถูกต้องตรงความต้องการของประชาชนหรือไม่ หรือในกรณีที่ไม่ต้องการให้สังคมไม่พอใจถ้าออกนโยบายเช่นว่านั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรม และความไม่พอใจ ตลอดจนความไม่ร่วมมือของประชาชน จึงต้องใช้ประชามติเพื่อให้ประชาชนตัดสินด้วยตนเอง

ประเด็นคำถามเกี่ยวกับการทำประชามติ มีหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ

1. ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบตั้งคำถามเพื่อลงประชามติ ?

2. จำเป็นต้องมีเกราะป้องกันอย่างไร หรือไม่ เพื่อมิให้เกิดความลำเอียงในคำถามเหล่านั้น ?

3. ควรมีงบอุดหนุนจากภาครัฐ ให้กับผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยสำหรับการลงประชามตินั้นหรือไม่ อย่างไร ?

4. ควรมีการจำกัดการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านอย่างไร ?

ในประเทศอังกฤษ มีการกำหนดให้ผู้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ลงประชามติลงทะเบียนกับ กกต. ก่อน และกำหนดให้มีการจัดสรรเงินให้กับผู้รณรงค์ไม่เกิน 600,000 ปอนด์ (42,000,000 บาท) กกต. เป็นผู้กำหนดกฎ ระเบียบ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและการรณรงค์เพื่อการลงประชามติ กำหนดระเบียบในการทำเอกสารสนับสนุนส่งเสริมการทำประชามติล่วงหน้า 28 วันก่อนวันลงประชามติ ตลอดจนกฎระเบียบเกี่ยวกับการนับคะแนนประชามติ

การลงประชามติ โดยปกติไม่มีการกำหนดว่าเมื่อใดจะต้องทำประชามติ ผลจากประชามติจะกระทบอะไรบ้าง ตลอดจนกฎเกณฑ์ที่จะเป็นกรอบการสร้างคำถามเพื่อลงประชามติ บางครั้งการลงประชามติอาจต้องตราเป็นกฎหมายเป็นครั้งๆ ไปมากกว่าที่จะออกเป็นระเบียบบังคับใช้ทุกครั้งที่มีการทำประชามติ

สิ่งที่ควรฝากถึงคณะกรรมการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาต่อไป

อาจจะมีอีกหลายคำถามที่คณะกรรมการเลือกตั้งยังไม่ได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเสมอภาคกันในการหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ

- ควรมีประมวลวิธีปฏิบัติ (Code of Practice) สำหรับการใช้จ่ายเพื่อการเลือกตั้งหรือไม่

- ควรมีประมวลจริยธรรม (Code of Ethics) สำหรับการโฆษณาหาเสียงทางการเมืองหรือไม่

และอาจจะมีคำถามอื่นอีกมาก ตราบใดที่การเมืองระบอบประชาธิปไตยยังคงมีการเคลื่อนไหวและเกิดสถานการณ์ใหม่ขึ้นอยู่เรื่อยๆ