ต้นปี เรามักจะมีการพยากรณ์ เรื่องราวที่น่าจะเป็นของเส้นทางระหว่างทางเดินของปี
หากเป็นนักวิจัย พวกเขาจะใช้ ข้อมูลภาคสนาม หรือข้อมูลแบบทุติยภูมิ หรืออื่นใด ตามสมมุติฐานที่ระบุไว้ของงานนั้น หากเป็นนักพยากรณ์ประเภทดูดวงดาว ดูโหงวเฮ้ง พวกเขาจะใช้สถิตินับพันๆ ปี ของการเดินทางของดวงดาวในจักรวาล มาเป็นแนวทางของคำพยากรณ์ ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อในบางคราว
ตลาดหุ้นไทยในภาพรวม ก็เช่นกัน สถิติในรอบปี 2556 ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการประมวลภาพกันไปแล้ว ดังนั้น ในซีกส่วนของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ในฐานะองค์กรตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล ขอเก็บสถิติภาคสนามมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ
ก่อนถึงฤดูกาล ของการประชุมสามัญประจำปี 2558 ระหว่าง เดือนมีนาคม ถึงเมษายน ของทุกๆ ปี ดิฉันขอย้อนเล่า เรื่องการประชุมวิสามัญ ในปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่า มีการทำลายสถิติในหลายเรื่องจนน่าเก็บกลับมาคิด ชวนติดตาม และป้องปราม รวมทั้งเตือนสตินักลงทุนรายบุคคล ให้ได้ระมัดระวัง บริหาร “ความโลภ” ในระดับพอดี ไม่ให้กลายเป็น “เหยื่อ” อันโอชะของผู้บริหารบางคน หรือ นักลงทุนรายใหญ่ (บางคน) หรือนักลงทุนประเภทที่เรียกตัวเองว่า VI แต่เป็น VI สายดำ (ใจทมิฬ)
รายงานภาคสนามและสถิติ จากพี่น้องอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ซึ่งรับมอบฉันทะเป็นตัวแทนของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เข้าร่วมประชุมวิสามัญ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ mai จำนวน 140 แห่ง (จากปี 2556 จำนวน 113 แห่ง) พบข้อมูล ดังนี้
1. ในจำนวน 140 แห่ง ที่เชิญประชุมวิสามัญ พบว่า มี 32 แห่ง ที่มีมติการเพิ่มทุน หรือคิดเป็นราว 1 ใน 4 คิดเป็นเม็ดเงิน ราว 20,867 ล้านบาท
2. การเพิ่มทุน มีการจัดสรร ไว้ 3 ประเภท คือ ขายเฉพาะเจาะจง (PP) 17 แห่ง, ให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิม (RO) 11 แห่ง และ ขายให้บุคคลทั่วไป (PO) 4 แห่ง
3. เจาะไส้ใน ที่น่าสนใจยิ่ง คือ มี 5 แห่ง ใน 17 แห่ง ของการขายเฉพาะเจาะจงนั้น มีการกำหนดราคา ต่ำกว่าราคา ตลาด ที่สำคัญไม่น้อยหน้ากันอีก คือ ไม่กำหนดอายุการห้ามซื้อขาย ถ่ายโอน การถือครอง หมายความ ง่ายๆ ว่า ซื้อแสนถูก และขายได้ทันที
ความมีอิสระของตลาดเสรีทางการเงิน ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน น่าจะเป็นเรื่องที่หน่วยงานกำกับดูแล ยืดหยุ่นเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียน สามารถหาพันธมิตร ผู้มีวิสัยทัศน์ มาช่วยผนึกกำลังกันทำงานให้กิจการมีการเติบโต จึงมีเกณฑ์ไว้เพียงหลวมๆ
แต่น่าเสียดาย ที่บริษัทจดทะเบียนบางแห่งฉกฉวยโอกาสแห่งช่องว่างนี้ สร้างความไม่เป็นธรรมให้กับผู้ถือหุ้น อีกจำนวนนับหมื่น นับแสนราย ด้วยการมีมติจากเสียงข้างมาก โดยเฉพาะการใช้จังหวะของการเรียกประชุมวิสามัญ ที่ผู้ถือหุ้นอาจมองว่า มีความสำคัญน้อยกว่าการประชุมสามัญประจำปี จึงไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม ในฐานะหนึ่งในเจ้าของกิจการนั้นๆ จึงเกิดมี กรณี “ลักไก่” เพิ่มวาระจร หรือใช้เสียงข้างมาก มาโหวตจนชนะ แล้วกระทำการดังกล่าว และออกมาให้ข่าวว่า ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย แต่ลืมตอบเรื่องคุณธรรม หรือธรรมาภิบาล ที่พึงปฏิบัติต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
มองทะลุเข้าไปอีกชั้น พบอีกว่า มีบริษัทจดทะเบียน จำนวน 7 แห่ง ที่ต้องเชิญประชุมวิสามัญถึงสองครั้ง เพราะองค์ประชุมไม่ครบ โดยกฎหมายเปิดโอกาสให้การประชุมครั้งที่สองนี้ ไม่ต้องมีจำนวนนับ ผู้ถือหุ้นมาเท่าใด ก็เท่านั้น และใช้มตินั้น มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้เลย ไม่ต่างอะไรกับอาการ “ปล้นกลางแดด” มองเห็นๆ แต่ทำอะไรกันไม่ได้ แถมยังมีที่ปรึกษาทางกฎหมายบางคน (หัวหมอ) คอยชี้แนะว่า ทำได้ ทำได้
นับเป็นข้อมูลที่น่าสนใจไหมล่ะคะ เมื่อมีบางรายทำได้ และร่ำรวยอู้ฟู่ กันแบบทันใจ ก็อาจจะมีรายอื่นๆ ขอมั่ง ขอมั่ง แบบนี้นักลงทุนรายบุคคลก็ตกเป็นเหยื่อ ร่ำไป
หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ ก็มีกระบวนการทำกันไป แต่สำหรับนักลงทุนรายบุคคล เรามาเริ่มที่ตัวเองกันดีไหม ทำยังไงล่ะ… ก็ต้องให้ความสำคัญกับการประชุมสามัญและวิสามัญของหุ้นที่เราเลือกลงทุนกับเขาไปแล้ว โอ้ย… ใครจะไปมีเวลาล่ะ ตอบแบบนี้แหละ ที่กลายเป็นเหยื่อครั้งแล้วครั้งเล่า หากท่านตัดสินซื้อหุ้น นั่นหมายถึงการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกันแล้วนั้น ความหมั่นติดตามเงินลงทุนของตัวเอง ในช่องทางที่ควรจะเป็น ข้อนี้ไม่มีกฎตายตัว แต่ละคนสามารถเลือกได้ตามอิสระ
แต่เรื่องสำคัญ คือ การรักษาสิทธิและหน้าที่ของการเป็นผู้ถือหุ้น อย่าให้ผู้บริหาร (บางคน) ย่ามใจ ในการทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะการกอบโกย เข้าหาตัวเองและพวกพ้อง หากพบเห็นความไม่ชอบมา พากล โหวตโน ไม่เห็นด้วยไปเลย โดยไม่ต้องกังวลใจว่าเสียงแพ้ เสียงข้างมาก เพราะมันเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ขอให้มั่นใจว่า เสียงโหวตของท่านจะเป็นก้างขวางคอ ทิ่มตำ ชะลอ หยุดยั้ง ความผิดปกตินั้นได้ เพราะต้องมีโจทย์และจำเลยในเรื่องราวนั้นๆ เสียก่อน จึงจะนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมได้
ดิฉัน อยากให้กำลังใจ แรงเล็กๆ ของมด ตัวเล็ก ตัวน้อย อาจสร้างพลังยิ่งใหญ่ได้ และน่าจะเป็นแนวโน้มของนักลงทุน ยุคใหม่ ที่ใช้บทเรียนในอดีต มาสร้างสมดุลให้ตัวเอง ให้ประเทศชาติได้อย่างมีพลังที่ต่อเนื่อง และยั่งยืน
ความสำเร็จในอดีต ที่พวกเขา มาปล้นกลางแดด ไปแล้ว ไม่ได้รับประกันว่าจะกระทำกับนักลงทุนรายบุคคล อย่างพวกเราได้อีกในอนาคต หากเรารู้เท่าทันและเปิดสปอตไลต์ ให้สว่างโร่ รู้เห็นตัวตนกันทั่วหน้า จริงไหม…









