วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปีแห่งความท้าทาย

กรณีไทยถูกตัดสิทธิพิเศษศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป(อียู) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558

ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2555 โดยอียูยึดหลักรายได้ของประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงติดต่อกันตั้งแต่ปี 2554-2556 และเปิดโอกาสให้ไทยมีเวลาปรับตัวก่อนแล้วในช่วงปี 2557 นั่นก็หมายความว่าได้แจ้งให้รัฐบาลไทย และผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปอียู มีเวลาปรับตัวหากการตัดสิทธิ์จีเอสพีเริ่มมีผลบังคับใช้จริง

แน่นอนว่าการถูกตัดสินจีเอสพีของอียู ย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าของไทย โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดอียู โดยประมาณการว่าจะส่งผลกระทบการส่งออกประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากมูลค่าการค้าที่ถูกตัดสิทธิจีเอสพี แลกกับการพัฒนาของผู้ประกอบการไทยในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะเอกชนไทยได้สิทธิพิเศษมานานจนมีการปรับตัวทางการค้าไปไกลเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ยังมีรายได้น้อยกว่าไทย

การใช้สิทธิจีเอสพีกับประเทศด้อยพัฒนาของทางอียูนั้น ถือเป็นกฎกติกาที่มีความเป็นธรรมระดับหนึ่งทางการค้า หากไม่นับว่ามูลค่าการค้าจริงๆ ที่มาจากคนในประเทศจริงมีมากน้อยแค่ไหน เพราะอย่างน้อยก็สามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งด้านการค้าการลงทุน อีกทั้งความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีความใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการตัดสิทธิกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาที่มากขึ้น ถือเป็นกติกาที่เป็นธรรม

ผลกระทบดังกล่าวกับภาคเอกชน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการตัดสิทธิทางภาษี ด้านหนึ่งเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเอกชนที่ปรับตัวไม่ทัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นความท้าทายของภาคเอกชนเอง เพราะต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพและยกระดับสินค้าของประเทศให้ดีขึ้น ซึ่งหากเอกชนสามารถพัฒนาตัวเองได้ ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากนัก เพราะตัวเองสามารถยืนอยู่ได้ในตลาดแข่งขัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เห็นในทางเดียวกันว่า เราต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน แต่การจะพัฒนาเช่นนั้นได้ ภาครัฐก็ต้องมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้วย และภาครัฐต้องอย่าใช้มาตรการช่วยเหลือที่ทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ เช่นสิทธิประโยชน์บางอย่างที่ไม่จำเป็น ซึ่งหากระดับการพัฒนาของไทยในขณะนี้ เกิดความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาและยกระดับต่อไปได้ดีขึ้น

เราเห็นว่านับจากนี้ไปจะเป็นเรื่องท้าทายของภาคเอกชนไทยอย่างมาก ว่าจะสามารถแข่งขันได้หรือไม่ เพราะสิทธิประโยชน์ต่างๆ เริ่มหมดลงไป เท่ากับว่าต้องยืนด้วยตัวเอง ซึ่งเราเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะรู้ว่าภาคเอกชนส่วนไหนสามารถยืนอยู่ได้ และใครที่ไม่สามารถปรับตัวได้ เราเชื่อว่าหากผ่านจุดนี้ไป ภาคเอกชนไทยจะยกระดับของตัวเองขึ้นไปได้ และสามารถเติบโตในระยะยาวอย่างสง่างามในเวทีโลก ปีแพะจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความท้าทายใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจไทย