ระบบเลือกตั้งแบบ "เยอรมัน" หรือที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางคนเรียกว่า "ระบบสัดส่วนผสม"
(Mixed-Member Proportional Elections) ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนักเลือกตั้งรุ่นเก่าว่าเป็นการทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ
แต่คนยกร่างบอกว่านี่เป็นการทำให้ "ทุกคะแนนเสียง" มีความสำคัญ และสอดคล้องกับความเป็น "ประชาธิปไตย" มากกว่าระบบการหย่อนบัตรแบบเดิมๆ
นักการเมืองเดิมบอกว่าระบบเยอรมันที่ว่านี้จะทำให้มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาก ทำให้การเมืองไทยปั่นป่วน เพราะยากต่อการควบคุม และจะทำให้กลุ่มการเมืองเล็กๆ เกิดขึ้น สามารถต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น ทำให้การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ
แต่คนที่เห็นด้วยกับการให้มีพรรคการเมืองระดับกลางและเล็กมากขึ้นแย้งว่า ระบบเดิมทำให้มีพรรคใหญ่พรรคเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจนกลายเป็น "เผด็จการรัฐสภา" สามารถจะผ่านกฎหมายฝ่ายตนได้ และสกัดกั้นการเสนอกฎหมายของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ
นั่นก็เป็นอุปสรรคต่อการสร้างระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน
ความจริงการเมืองไทยผ่านทั้งสองปรากฏการณ์มาแล้ว นั่นคือสมัยหนึ่งมีพรรคการเมืองน้อยใหญ่มากมาย และสมาชิกรัฐสภาไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง มี ส.ส. "อิสระ" ที่ไม่ต้องทำตามมติพรรคการเมืองใด
อีกสมัยหนึ่งการเมืองไทยก็บังคับให้ต้องสังกัดพรรค และใช้ระบบ party lists ซึ่งก็กึ่งๆ ระบบเยอรมันนี่แหละ ทำให้มีพรรคใหญ่เพียงสองพรรค ซึ่งคนที่สนับสนุนก็บอกว่าถูกต้องแล้ว เพราะเหมือนกับพรรคเดโมแครตและรีพับบลิกันของสหรัฐ ที่ถือว่าพัฒนากว่าใครเพื่อนในเรื่องประชาธิปไตย
แต่ทั้งสองกรณีก็สร้างปัญหาการเมือง สร้างความไร้เสถียรภาพและวิกฤติการเมืองของไทยมาแล้ว
คำถามจึงอยู่ที่ว่าประเด็นของประเทศไทยนี่อยู่ที่กติกาหรืออยู่ที่คน?
คำตอบก็คงจะอยู่ตรงกลางระหว่างระบบกับคน แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าระบบเดียวกันนี้จะทำแล้วได้ผลในประเทศอื่นใด แต่ไฉนเมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยจึงเจ๊งในเกือบทุกกรณี?
คำตอบก็คือเราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน แต่ไม่เคยสร้างระบบสังคมที่จะแก้ปัญหาระยะยาวอย่างจริงจัง
การร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง จะเป็นการพยายามจะแก้ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นจนทำให้เกิดวิกฤติ และทำให้ต้องมานั่งเขียนกติกาใหม่ และกติกาใหม่ที่เขียนนั้นก็จะมุ่งแก้เฉพาะปัญหาที่เพิ่งทำให้เกิดวิกฤติครั้งนั้นๆ โดยไม่มองย้อนกลับไปในอดีต และประเมินอนาคตว่ารัฐธรรมนูญแบบไหน จึงจะส่งเสริมสิทธิของประชาชน ในการสร้างระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและแท้จริงได้
ระบบเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นแบบเยอรมัน, อังกฤษ, สหรัฐ หรือจีน ต่างก็ล้วนมีจุดแข็งจุดอ่อนของตนเอง และแต่ละประเทศที่ตัดสินใช้ระบบใด ก็เพราะมีประวัติการเมืองและสังคมที่ต้องเรียนรู้และปรับให้เข้ากับความเป็นไป, ภูมิหลัง และสภาพสังคมของแต่ละประเทศ
ไทยเราลอกเลียนทั้งแบบอังกฤษ, สหรัฐ, ฝรั่งเศส และเยอรมันมาใช้ในรูปแบบต่างๆ แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว
ที่ล้มเหลวไม่ใช่เพราะระบบเขาไม่ดี แต่เพราะเราเอาแต่ "รูปแบบ" แต่ไม่เข้าใจ "เนื้อหา" ไม่เอาเนื้อหามาใช้ และเราไม่ได้สร้าง "วินัย" แห่งการเป็นคนในระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง
คนที่เข้ามา "เล่นการเมือง" ของไทยจำนวนไม่น้อยเป็นเพียง "นักฉวยโอกาส" สร้างประโยชน์ให้กับตน คนมีอุดมคติที่จะ "รับใช้ประเทศชาติ" อย่างแท้จริงมีอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนน้อยกว่า
เมื่อการเมืองไทยขาดคนที่มี "วินัย" และขาด "สำนึก" ไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้มีระบบการเลือกตั้งที่ประเสริฐเลิศเลอจากประเทศใด ก็ไม่อาจจะยกระดับคุณภาพมาตรฐานการเมืองได้
เพราะนักเลือกตั้งมีวิธีที่จะหาช่องโหว่ในกฎหมายเพื่อตีความให้ตนเองได้ประโยชน์มากที่สุด
ความจริงทุกประเทศก็มีนักการเมืองเลวๆ เหมือนกัน แต่เขาสร้างคนในชาติให้มี "วินัย" และ "ความตื่นตัว" เรื่องการเมืองจนเป็นพลังที่จะคานกับความเลวร้ายของนักการเมืองฉ้อฉลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ
พลังของประชาชนที่จะต้านความชั่วร้ายของนักเลือกตั้ง คือ ระบบตรวจสอบทั้งที่ระบุในกฎหมายและการสร้างกลไกในชีวิตประจำวันของคนในสังคม ที่จะเกาะติดและจับตานักการเมืองอย่างกระชั้นชิด เพื่อไม่ให้กระทำความชั่วร้ายต่อประเทศชาติ
แต่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ของไทยวันนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับ "ระบบเลือกตั้ง" โดยไม่ได้วางกลไกการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และวางรากฐานให้ชุมชนได้มีอำนาจในการตรวจสอบควบคุม การทำงานของนักเลือกตั้งอย่างจริงจังแต่อย่างใด
หากเป็นเช่นนี้ ระบบเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ มะกัน ผสมกันหมดก็ไม่อาจจะแก้ปัญหาของการเมืองไทยได้ ผมยืนยัน






