เปิดศักราชใหม่ 2558 ปมถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ได้ฤกษ์เดินเครื่องในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
(สนช.) ซึ่งทำหน้าที่แทนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
"ปมถอดถอน" ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 3 คน คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตประธานรัฐสภา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรองประธานรัฐสภา นิคม ไวยรัชพานิช ในที่นี้จะเขียนจำเพาะราย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์
ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกทักท้วงถึงนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกเหนียว 15,000 บาท ข้าวเปลือกจ้าว 20,000 บาทต่อเกวียน จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอ้างผลการศึกษาร่วมกันกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณโครงการที่ส่อว่าจะรั่วไหล โดยป.ป.ช.เตือนไปยังผู้นำรัฐบาล ถึง 2 ครั้ง
ภายในรัฐสภา พรรคฝ่ายค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 ในวันเดียวกันนั้น "ยิ่งลักษณ์" ยืนยันต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า โครงการรับจำนำข้าวเกษตรกรได้ประโยชน์
พรรคฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสด เรื่อง "ปัญหาการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว" โดยส.ส.ประชาธิปัตย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม ถาม นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 ในครั้งนี้ นำกระสอบข้าวสารตากโครงการรับจำนำข้าวใน จ.สุรินทร์ มาแสดงและย้ำว่า นี่คือการทุจริตทุกขั้นตอน แบบ "ไร้รอยต่อ"
ในด้านการสอบสวนความผิดของ "ยิ่งลักษณ์" คณะกรรมการป.ป.ช. ได้มีมติให้เริ่มดำเนินการไต่สวนตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2557 เนื่องจากมีผู้ร้องมายังป.ป.ช.ว่า "ยิ่งลักษณ์" มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย โดยปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นตามอำนาจหน้าที่
28 มกราคม 2557 ป.ป.ช.ตั้งกรรมการชุดใหญ่ ไต่สวนคดีนี้
18 กุมภาพันธ์ 2557 ป.ป.ช.มีมติเรียก "ยิ่งลักษณ์" มารับทราบข้อกล่าวหา
20 กุมภาพันธ์ 2557 "ยิ่งลักษณ์" โพสต์เฟซบุ๊ค ถึงความอยุติธรรมของ ป.ป.ช.
31 มีนาคม "ยิ่งลักษณ์" เข้าชี้แจงข้อกล่าวหา กับ ป.ป.ช.
วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 คณะอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. สรุปสำนวนคดีส่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่พิจารณาความผิดของ "ยิ่งลักษณ์" ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติให้ถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โดยข้อหา ที่ป.ป.ช.ชี้มูล คือ "ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 178 และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาตรา 11 (1) อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 270 ซึ่งมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการส่งให้วุฒิสภาดำเนินการถอดถอนต่อไปได้" โดยมีมติ 7 ต่อ 0
ดังนั้น "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ไม่ยับยั้งความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ที่เสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท เป็นความผิดตามพ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินฯ และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 58
พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับที่ป.ป.ช.ใช้อ้างฐานความผิดยังคงบังคับใช้อยู่
คณะกรรมการ ป.ป.ช.อ้างความผิดของ "ยิ่งลักษณ์" โดยใช้คำว่า 'ส่อว่าจงใจจะทุจริต' เข้าข่ายที่ "ยิ่งลักษณ์" มีความผิด
เป็นคนละกรณีกับความผิด "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" อดีตประธานรัฐสภา และ "นิคม ไวยรัชพานิช" อดีตรองประธานรัฐสภา ในกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เรื่องที่มาส.ว.
บทบาทหน้าที่ของ สนช. คือ จะต้องดูว่า "ยิ่งลักษณ์" ละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ส่วนมติถอดถอน นั้นใช้เสียง 3 ใน 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ 150 คน เสียงที่จะถอดถอนได้ คือ 132 เสียง
กรณีถอดถอน "ยิ่งลักษณ์" มีข้อหาหลักชัดเจน ส่อว่าจงใจใช้ตำแหน่งหน้าที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสนช. เมื่อรับฟังคำแถลงทั้งจากป.ป.ช. และจาก ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 9 มกราคม นี้แล้ว จะยืนอยู่ข้าง "ผู้รักษากฎหมาย" หรือ "จะสมยอมกันไปด้วยเหตุผลเพื่อความปรองดอง"






