วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พันธุ์หดหู่

หากพิจารณาไส้ในแล้ว จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง

หากเศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งความหดหู่แล้ว พฤติกรรมของนักเศรษฐศาสตร์ผู้ใช้ศาสตร์เหล่านั้นเลี้ยงชีพโดยทั่วไปแล้วก็คงมีนิสัยไม่ต่างกันนัก เพราะจะต้องมีมุมมองแบบอนุรักษนิยมและระวังความเสี่ยงเป็นหลัก

มุมมองนี้ เป็นมุมมองเดียวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ที่แม้ในเชิงตัวเลขจะ “ดูดี” ขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยได้อานิสงส์จากปัจจัยฐานต่ำ จากรัฐบาลที่กลับมาบริหารราชการแผ่นดินได้ และจากราคาน้ำมันที่ถูกลง และทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพถูกลง แต่หากพิจารณาไส้ในแล้ว จะพบว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางและเต็มไปด้วยความเสี่ยง โดยอาจจำแนกออกได้เป็น 7 ประการด้วยกัน

ความเสี่ยงแรก ได้แก่ภาคการส่งออก ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นภาคเศรษฐกิจที่กำลังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย และเป็นไปได้สูงที่การส่งออกไทยอาจไม่สามารถเป็นเครื่องจักรหลักผลักดันเศรษฐกิจเช่นแต่ก่อน เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไป และไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน

โดยหากพิจารณาในมิติตลาด จะเห็นว่าตลาดส่งออกสำคัญของไทย 2 ตลาดแรกอันได้แก่ จีน (สัดส่วน 11% ของตลาดรวม) และสหรัฐ (สัดส่วน 10%) นั้นได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างของสินค้านำเข้า โดยชนชั้นกลางจีนที่ขยายตัวมากขึ้นทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำเร็จแล้วมีมากขึ้น ขณะที่ความต้องการสินค้าวัตถุดิบ เช่น ยาง มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่ผู้ส่งออกไทยยังคงนิยมส่งออกยางแผ่นดิบรมควันต่อเนื่อง

ขณะที่ในส่วนของสหรัฐนั้น ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เก่า ๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ที่ไทยเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลกเริ่มหมดลง ขณะที่ไทยยังไม่สามารถผลิต Solid State Drive ที่ใช้ใน Tablet และ Smart Phone ได้ดีเท่าคู่แข่ง ซึ่งการที่ผู้ผลิตไทยไม่สามารถปรับตัวได้เช่นนี้ จะยิ่งทำให้เราสูญเสียตลาดให้คู่แข่งอย่างต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ ภาคเกษตร โดยที่ผ่านมาสินค้าเกษตรไทยเผชิญกับราคาตลาดโลกที่ตกต่ำต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด ยาง และมันสำปะหลัง ที่ตกต่ำลงตามความต้องการที่ชะลอตามเศรษฐกิจโลก

แต่ในระยะต่อไป ไทยกำลังเสี่ยงกับวิกฤติน้ำแล้งที่อาจรุนแรงสุดในทศวรรษ ไม่ว่าจะวัดจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ใช้การได้จริงที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี หรือจะวัดจากดัชนี SOI ที่บ่งชี้ว่าไทยเสี่ยงต่อภาวะภัยแล้ง (El Nino) ในฤดูร้อนนี้ ซึ่งภาวะน้ำแล้งจะทำให้ผลผลิตยิ่งตกต่ำในปีนี้ และทำให้รายได้เกษตรกรลดต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่สาม ได้แก่ ภาคการเมือง ที่หลายฝ่ายอาจจะเบาใจหลังการเข้าบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี Roadmap ที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่ยากจะเริ่มมีในระยะต่อไปเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเริ่มชัดเจนขึ้นประมาณกลางเดือนเมษายน เพราะยากที่จะถูกต้องตรงใจกับทุกฝ่าย ซึ่งหากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายเห็นด้วย และ/หรือลดความขัดแย้งให้น้อยที่สุดแล้ว เป็นไปได้ที่เสียงต่อต้านจะมีมากขึ้นทั้งในและนอกสภา จนทำให้กระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป

ความเสี่ยงที่สี่ ได้แก่ การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการตั้งงบประมาณขาดดุลในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รวมถึงตั้งเป้าการเบิกจ่ายงบประมาณ (โดยเฉพาะงบลงทุน) ที่ “ท้าทาย” แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือหน่วยงานภาครัฐไม่ทำการเบิกจ่ายตามเป้าที่ตั้ง (หรือที่เรียกว่า “ค้างท่อ”) ซึ่งหากหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ไม่เอาจริงเอาจังแล้ว การใช้จ่ายภาครัฐก็อาจมิได้เป็นส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น หรือในกรณีเลวร้ายอาจเป็นตัวฉุดรั้ง (Fiscal Drag) เศรษฐกิจก็เป็นได้

ความเสี่ยงที่ห้า ได้แก่ การอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐล่าช้า โดยหากพิจารณาโดยแก่นแท้แล้ว โครงการเหล่านี้คือตัวชูโรงด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟรางคู่บางเส้นทาง และโครงการสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ซึ่งตามกำหนดการคือจะเริ่มเปิดประมูลในช่วงกลางปีนี้ และหากทำได้จริงอาจมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท และเหนี่ยวนำให้ภาคเอกชนลงทุนเพิ่มตาม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแผนทั้งหมดเป็นเพียงกระดาษและข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และเป็นไปได้สูงว่าอาจเลื่อนออกไปหากรัฐบาลไม่ผลักดันอย่างจริงจัง ภาคเอกชนที่คอยลงทุนตามก็จะชะลอแผน และทำให้เศรษฐกิจที่หวังว่าจะพลิกฟื้นนั้นซึมยาวต่อเนื่อง

ความเสี่ยงที่หก ได้แก่ ความเสี่ยงจากการขึ้นภาษี 5 ประเภท ที่รัฐบาลมีแผนจะจัดเก็บเพิ่มขึ้นในปีนี้ อันได้แก่ ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีสรรพสามิต ภาษีพลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งการขึ้นภาษีทั้งห้าประเภทเหล่านี้ รวมถึงความไม่แน่นอนในอัตราการจัดเก็บ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นประชาชนรวมถึงการวางแผนของภาคธุรกิจ รวมถึงเป็นส่วนฉุดรั้งเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ความเสี่ยงสุดท้าย ได้แก่ความเสี่ยงทางการเงิน ไม่ว่าจะจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มอัดฉีดเพิ่มเติม ที่จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท และหากมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่รุนแรงพอ เช่น วิกฤตรัสเซียรอบสอง หรือวิกฤตกรีซรอบสาม อาจลุกลามไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ รวมทั้งไทยจนกลายเป็นวิกฤตการณ์การเงินโลกได้

แม้ความเสี่ยงทั้งเจ็ดจะเป็นภาพจากมุมมองที่หดหู่และอาจมิได้เกิดขึ้นจริง แต่ก็เป็นสิ่งที่คอยเตือนนักธุรกิจ นักลงทุน รวมถึงผู้กำหนดนโยบายถึงประเด็นเปราะบาง ที่อาจนำมาซึ่งหายนะในอนาคต เป็นหน้าที่ของผู้รับข้อมูลที่จะต้องพึงระวังและเลือกใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวางแผนงานอย่างสุขุมและรอบด้านในอนาคต