วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

2558 ปีทองของโซลาร์เซลล์

รัฐมนตรีพลังงาน ณรงค์ชัย อัครเศรณี บอกกับนักลงทุนว่า ปี2558 เรื่องของพลังงานนั้น จะเป็นปีที่การผลิต

ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เล่นบทเป็นพระเอก เพราะจากข้อมูลของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)

สรุปออกล่าสุดนั้น ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 1,288 เมกะวัตต์ และในปี 2558 ตั้งเป้าหมายอยู่ที่ 3,286 เมกะวัตต์ ซึ่งหมายความว่าจะมีโครงการที่จะต้องดำเนินการเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2558 จำนวนเกือบ 2,000 เมกะวัตต์

คาดว่าจะมีตัวเลขเม็ดเงินลงทุนส่วนนี้ ประมาณ 120,000-140,000 ล้านบาท ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้การที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มีนโยบายที่จะรับซื้อไฟฟ้า จากโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ยังค้างท่อทั้งหมด ถือเป็นการปลุกชีพให้วงการอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

เพราะจากโครงการที่เหลืออยู่ทั้งหมด 178 โครงการรวมปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายถึง 1,013 เมกะวัตต์ และขีดเส้นตายไว้ด้วยว่าจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบทั้งหมดภายในปี 2558 เหมือนกับเป็นการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการต้องเร่งดำเนินการ

แต่ในรายละเอียดในจำนวน 178 โครงการแล้ว พบว่ามีเพียง 25 โครงการรวมปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 138 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่ไม่มีปัญหาและพร้อมดำเนินการได้ ส่วนที่เหลืออีก 153 โครงการ รวมปริมาณเสนอขายไฟฟ้ารวม 875 เมกะวัตต์นั้นยังติดปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องสายส่งไฟฟ้าที่ไม่สามารถรองรับได้หรือปัญหาที่ดิน จะต้องมีการย้ายพื้นที่โครงการ ซึ่งกระทรวงพลังงานกำหนดให้ผู้ประกอบการ จะต้องเคลียร์ปัญหาดังกล่าวให้หมดภายในวันที่ 31 มี.ค.2558 ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์

ประเมินดูแล้วก็คาดว่าจะมีคนที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์นี้ หลายร้อยเมกะวัตต์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการจะขายใบอนุญาตไม่ต้องการที่จะลงทุนจริง

ในส่วนของโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟ นั้นก็มีแรงผลักดันจากกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่ต้องการจะให้มีการเปิดเสรีรับซื้อไฟฟ้าจากส่วนนี้แบบไม่จำกัดปริมาณและระยะเวลา. เป็นเรื่องเร่งด่วนให้รัฐบาลนำไปดำเนินการภายในปี 2558 ก็ยิ่งกระตุ้นให้บรรดาผู้ประกอบการทั้งส่วนของผู้ลงทุนและผู้จำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ตื่นตัวกันมาก.

น่าเสียดายตรงที่การวางนโยบายของรัฐ เกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ต้น ทำให้การลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระดับเกินแสนล้านบาทในปี 2558 นั้น ส่วนใหญ่แล้วเราต้องจ่ายเงินนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ต่างๆ จากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น

โดยที่บริษัทคนไทยเป็นแต่เพียงโรงงานประกอบแผงเซลล์ ,ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์,และบริษัทผู้รับติดตั้งเท่านั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดการชักจูงการลงทุนให้บริษัทผู้ผลิตแผงเซลล์ชั้นนำของโลกย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทยเหมือนกับอุตสาหกรรมยานยนต์

ดังนั้นประโยชน์ที่ประเทศได้รับจริง จากการรับซื้อไฟฟ้าที่ประชาชน ต้องยอมจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

เพื่อให้มีการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์รูฟในครั้งนี้ จึงไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยนัก