ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันไปอย่างคึกคัก ทั้งในประเทศและทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าหลังการเฉลิมฉลอง
อันยาวนานและรื่นเริงแล้ว พอกลับมาทำงานกันก็ต้องเจอกับสิ่งท้าทายที่รออยู่ ไม่เฉพาะประเทศไทยนั้นที่คนตั้งหน้าตั้งตาดูกันเศรษฐกิจของปีนี้จะเป็นไปในรูปแบบใด แต่ในหลายประเทศก็ต้องลุ้นและพยายามประคับประคอง รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน
ที่เป็นข่าวไปท้ายปีที่แล้ว จนหลายคนใจหายใจคว่ำหลังจากค่าเงินรูเบิลดิ่งเหว คือรัสเซีย ซึ่งรายงานล่าสุดระบุว่าเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนหดตัว 0.5% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกตั้งแต่เดือนต.ค.2552 ผลจากมาตรการคว่ำบาตรของประเทศตะวันตกกรณียูเครน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลง ซึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในขาลงนี้ก็ให้น่าหวั่นใจว่าเศรษฐกิจของรัสเซียอาจเจอปัญหาหนัก ความที่การส่งออกน้ำมันเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ดังนั้นในปีนี้รัสเซียจึงต้องตั้งหลักและรับมือปัญหาต่างๆ ให้ดี
ในฟากของญี่ปุ่น ซึ่งนโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจภายใต้แนวทาง "อาเบะโนมิกส์" มีอันสะดุด หลังจากการขึ้นภาษีการขายไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา จนทำให้ผู้คนไม่ยอมจับจ่าย และเศรษฐกิจติดลบไป 2 ไตรมาสจนเข้าสู่นิยามคำว่า "ถดถอย" และต้องยุบสภาจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเพื่อขออาณัติในการผลักดัน "อาเบะโนมิกส์" ต่อนั้น ล่าสุดรัฐบาลผสมเห็นพ้องที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคคล อันเป็นความพยายามครั้งใหม่เพื่อกระตุ้นการเติบโต โดยการลดภาษีจะมีขึ้นในปีงบประมาณใหม่เริ่มต้นเดือนเม.ย. และจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 34.62% เหลือ 31.33% ในช่วง 2 ปีหน้า
อีกทวีปหนึ่งอย่างยุโรปนั้น ก็เป็นที่จับตาเอาใจช่วยของหลายฝ่ายมานานแล้ว ว่าเมื่อไรเศรษฐกิจจะฟื้นตัวสักที มาปีนี้ ธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบีอาจใช้อาวุธหรือเครื่องมือหนักมาแก้ปัญหาเงินฝืด ขณะที่นับถึงขณะนี้อีซีบีได้ออกมาตรการมากมายเพื่อดันให้เงินเฟ้อขึ้นถึง 2% ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ การปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้แก่ธนาคารต่างๆ ผ่านโปรแกรมพิเศษ และการเข้าซื้อตราสารหนี้เอกชน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมากนัก จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าอีซีบีอาจต้องพึ่งพานโยบายผ่อนคลายเชิงประมาณหรือคิวอี แบบที่สหรัฐกับญี่ปุ่น ใช้ในที่สุด
ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องคือเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก อย่างสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาส 3 เป็น 5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี จากรายงานเดิมที่ 3.9% อันนับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าการเติบโตกำลังเปลี่ยนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น การปรับเพิ่มจีดีพีก็สืบเนื่องจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและภาคธุรกิจแข็งแกร่งกว่ารายงานก่อนหน้านี้ โดยขยายตัวในระดับสูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2546
ในท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจของบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่มีทั้งดีและไม่ดีนี้ ประเทศไทยก็เจองานหนักเช่นกันเพราะนอกจากต้องประคองเศรษฐกิจให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นแล้ว ยังต้องคอยจับตาประเมินผลกระทบจากประเทศทั้งหลายที่เป็นตลาดส่งออกของไทยด้วย และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทาง ดังนั้นปีใหม่กับงานใหม่จึงเป็นสิ่งท้าทายของหลายภาคส่วนเลยทีเดียว






