วันนี้วันสุดท้ายของปี 2557 เป็นวันที่ควรจะมองย้อนกลับไป ถึงความปั่นป่วนวุ่นวายของประเทศไทยทั้งปี
และย้อนกลับไปตลอดอีกหลายปี
ผมเรียกช่วงนี้ว่าเป็น “ทศวรรษที่สูญหาย” หรือ The Lost Decade
เป็นช่วงประมาณ 10 ปีที่ประเทศไทยถูกแช่แข็งอยู่กับความขัดแย้ง ประเทศชาติติดอยู่กับหล่มแห่งความระแวงสงสัย และ “ศรีธนญชัย” เป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง เพราะทุกอย่าง “ตีความ” ตามความต้องการของผู้มีอำนาจเท่านั้น
มองย้อนกลับไปแล้ว ความเสียหายที่เกิดจากการ “สูญหาย” ของโอกาสที่จะสร้างชาติบ้านเมือง 10 ปีเป็นเรื่องน่าใจหายมาก เพราะเท่ากับเราทำลายโอกาสของคนรุ่นนี้และลูกหลาน หรือ generation ต่อไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ
จนถึงวันนี้เราก็ยังหาคนที่ควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
คนไทยไม่ได้โง่กว่าใคร ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเราก็ได้เปรียบกว่าเพื่อนบ้านหลาย ๆ ประเทศ อีกทั้งเราก็เคยนำหน้าหลายประเทศก่อนหน้านี้ แม้เกาหลีใต้และไต้หวัน เมื่อ 30 ปีก่อนก็มีอันดับด้านเศรษฐกิจไม่ได้ดีกว่าเราเท่าไหร่ แต่วันนี้เห็นความแตกต่างระหว่างไทยกับประเทศเหล่านี้อย่างชัดเจน
เขาก้าวกระโดดด้วยการรวมพลังกัน สร้างประเทศจากผลร้ายของสงครามโลก แต่ไทยเรากลับมะงุมมะงาหราอยู่กับปัญหาของตัวเอง ไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมการเมืองที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้ เพราะล้มเหลวทางด้านการศึกษา และปล่อยให้คอร์รัปชันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนถอนตัวไม่ขึ้น
ความจริง เศรษฐกิจของประเทศเราตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองได้ก้าวย่างไปได้พอสมควร เพราะระบบราชการสร้าง technocrats ที่เก่งและมีความมุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพไม่น้อย อีกทั้งภาคเอกชนของเราก็ได้สร้างเนื้อสร้างตัว และเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ
เรียกได้ว่าทัพหลังที่มี technocrats และ entrepreneurs ที่เก่งและคล่องแคล่วของไทยไม่แพ้ใครถ้าแข่งกันตัวต่อตัว
แต่เมื่อต้องเจอกันเป็นทีม เราต้องถอยทุกครั้ง เพราะวัฒนธรรมการทำงานเป็นคณะไม่เกิดในสิ่งแวดล้อมของไทย
ไม่เหมือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เขาถูกการรุกรานจากภายนอก และสงครามสอนให้ต้องจับมือกันเพื่อสร้างชาติขึ้นมาจากซากปรักหักพัง ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ แต่ต้องตะเกียกตะกายจากสภาพติดลบ เขาจึงสำนึกในการทำงานเป็นทีม เพราะหากต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเก่ง ก็ไม่สามารถจะฟันฝ่าอุปสรรคระดับชาติไปได้
หากกองหลังคือเศรษฐกิจและสังคม กองหน้าคือการเมือง ไทยเราก็พ่ายศึกทุกศึกเพราะทัพหน้าไร้ระเบียบ ขาดประสิทธิภาพ และฉ้อฉลเสียเป็นส่วนใหญ่
ถึงวันนี้ผมก็ยังยืนยันว่าภาคเอกชนของประเทศเราสามารถนำประเทศชาติรอดได้ หากไม่มีการเมืองที่เน่าและไม่มีความสำนึกที่จะปรับเปลี่ยนให้ได้มาตรฐานที่ประชาชนจะไว้วางใจได้
วันสิ้นปีจึงทำให้ผมนั่งตรึกตรองถึงอนาคตของประเทศ ที่น่าจะเป็นที่สิ้นสุดของ The Lost Decade และเริ่มต้นทศวรรษใหม่ที่จะต้องปฏิรูปกันอย่างจริงจัง
เป็นการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ที่คิดแบบตั้งรับเฉย ๆ ไม่ได้ หรือท้อถอย นั่งบ่นถึงปัญหาเก่า ๆ ก็ไม่ช่วยอะไร หากแต่จะต้องทำให้ปี 2558 ที่จะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของบ้านเมือง โดยไม่หวังพึ่งแต่เพียงสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำให้การเมืองดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
เพราะแค่มีการเสนอเปลี่ยนเงื่อนไขการเลือกตั้งบางประการที่กระทบประโยชน์ของ “นักเลือกตั้ง” ก็มีเสียงโวยวายกันลั่นทุ่งแล้ว เราจึงหวังไม่ได้ว่าคนวงการเมืองจะแก้กติกาให้การเมืองมีมาตรฐานดีขึ้น และจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับการเมือง
แต่เราต้องมุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน ให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ ผนึกกำลังของคนทุกวงการในสังคมไทยเพื่อสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ที่ทำให้คำว่า “ประชาธิปไตย” หมายถึงสิทธิและเสียงของคนไทยส่วนใหญ่จริง ๆ
หากเราเลิกบ่น หันมาทำจริง เลิกนับถือคนโกง หันมาจับมือกันปราบความชั่วร้าย ทำให้คนเก่งคนดีคนทำงานจริงมีโอกาสอาสาทำงานสาธารณะ ให้การเมืองเป็นเรื่องการเสียสละและทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจริง ๆ
ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มปี 2558 อย่างมีความหวังมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา








