วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity andConvergence (33) รัฐกับตลาด

ในทางการเมืองอเมริกามีเสถียรภาพและความต่อเนื่องรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขก็จริง แต่ไม่เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป

จริงๆ แล้วยุโรปก็มีความหลากหลาย อเมริกาเป็นสหพันธรัฐแต่เยอรมันหรือสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็น ก่อนทศวรรษ 1970 ประเทศอย่างกรีก สเปน หรือโปรตุเกสยังเป็นระบบเผด็จการ ไม่ใช่ประชาธิปไตย อังกฤษและอเมริกามีระบบกฎหมายที่ยึดโยงและคล้ายกัน แต่ก็มีระบบการเมืองที่เป็นระบบรัฐสภาและระบบประธานาธิบดีที่ต่างกันอย่างไรก็ตามความแตกต่างในเชิงสถาบันโดยเฉพาะทางการเมืองมีให้เห็นได้อย่างชัดเจนจนเราสามารถนำมาทดสอบในเชิงสมมติฐานหรือตั้งเป็นข้อสังเกตทั่วๆ ไปได้ (Generalization) ทำไมยุโรปวันนี้จึงลงเอยด้วยการให้ความสำคัญมากกว่าอเมริกาในเรื่องการกระจายรายได้และความมั่งคั่ง มองผ่านเลนส์ของรัฐสวัสดิการ

ความแตกต่างในทางสถาบันทางการเมืองที่สำคัญเป็นอย่างไรและทำงานอย่างไรโครงสร้างและรูปแบบสถาบันทางการเมืองที่จะมีผลต่อการเกิด การดำรงอยู่ ความมีเสถียรภาพและการเติบโตของรัฐสวัสดิการนั้นมีที่มา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อหรือ Perception หรือ อุดมการณ์หรือการต่อสู้ในรูปของชนชั้น แต่ไม่ว่ามันจะมีที่มาจากแหล่งหรือเหตุใด รูปแบบและโครงสร้างที่เป็นอยู่มันทำงานที่เกื้อหนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อรัฐสวัสดิการ ปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญนอกจากสถาบันทางการเมืองก็คือความกลมกลืน ความมีเอกภาพของคนในชาติ ซึ่งมักถูกกำหนดโดยความแตกต่างของชาติพันธุ์ หรือเชื้อชาติ (Race and Ethnicity) ขนาดของประเทศอเมริกาเหยียดผิวซึ่งเป็นคนจนจึงเกลียดสวัสดิการสังคมที่ช่วยคนจนต่างกับยุโรป

รูปแบบและโครงสร้างของสถาบันการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ 1. ระบบการเลือกตั้ง 2. ระบบการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบและการถ่วงดุล 3. บทบาทของศาลสถิตยุติธรรม โดยเฉพาะศาลสูงสุด (เช่น Supreme Court ในกรณีของสหรัฐอเมริกา หรือศาลรัฐธรรมนูญในประเทศอื่นๆ)

ในสังคมที่ประชาธิปไตยเริ่มก่อตัว เริ่มฝังรากลงในสังคมคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเฉลี่ยจะเป็นคนส่วนใหญ่ร้อยละ 60-80 ย่อมสนับสนุน Welfare state และจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าชนชั้นกลางหรือชนชั้นรายได้กลุ่มที่สูง 20% ถ้าโครงสร้างรายได้หรือเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ อะไรทำให้โดยเฉลี่ยในทางสถิติตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงทศวรรษ 1930 และอีก 70 ปีต่อมา รัฐสวัสดิการของอเมริกาก็ยังเล็กกว่ายุโรป

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินน่าจะชัดเจนว่าในกรณีของอเมริกา แม้คนจนที่เป็นคนผิวขาวและเป็นคนผิวดำและชนชั้นกลางจะมีมากกว่าคนรวย แต่โครงสร้างและการกระจายของสถาบันทางการเมืองและอำนาจของกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งเป็นตัวกำหนดความเข้มข้น ขีดจำกัดของรัฐสวัสดิการ ไม่ว่าอเมริกาจะได้รัฐบาล Republican หรือ Democrat (ซึ่งมักจะมีแบรนด์ว่าเป็นฝ่ายขวาอนุรักษ์และฝ่ายซ้ายก้าวหน้าตามลำดับ ในความเป็นจริงสองขั้วนี้ไม่แตกต่างสุดโต่งเหมือนยุโรปในอดีต) Democrat ครองอำนาจอย่างผลักดันรัฐสวัสดิการก็เจออุปสรรคต้องลากไปยาวตลอด แม้กระทั่งสมัย FDR หรือประธานาธิบดีรูสเวลท์ที่เป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความนิยมสูงสุดถึงสี่สมัย ตามมาด้วยสมัยของทรูแมนที่เกิด New Deal และระบบสวัสดิการสังคมแบบไม่เคยมีมาก่อนในอเมริกา ทำให้ทั้งหดหู่ หัวเสียและผิดหวังสุดๆ ที่สำคัญมากคือการที่สังคมอเมริกันมีคนผิวดำจำนวนมากและคนผิวขาวมีอคติเกลียดชัง คนผิวขาวมีทั้งคนจน คนชั้นกลาง และกลายเป็นพวกอนุรักษ์เมื่ออยู่ทางใต้ โดยในอดีตจับมือกับพวกอนุรักษ์ Republican ไม่สนับสนุนการขยายตัวของรัฐและระบบสวัสดิการสังคมที่มุ่งที่จะช่วยคนจนผิวดำ อเมริกายังมีคนอพยพจากชาติต่างๆ เช่น อิตาลี เยอรมัน ไอริช พวกนี้เป็นอริกัน ทำให้เอกภาพในการรวมตัวของพลังแรงงานขาดพลัง เป็นต้น

Krugman ให้ข้อสังเกตว่าในต้นทศวรรษ 2000 การสำรวจความเห็นพบว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่อยากเห็นรัฐบาลอเมริกันมีบทบาทมากขึ้น ใหญ่ขึ้น มาดูแลชีวิตของคนให้ดีขึ้น แต่เวลาเลือกตั้ง พรรค Republican กลับชนะเพราะใช้กลยุทธ์ในการสร้างประเด็นใหม่ๆ เช่น การก่อการร้าย การทำแท้ง การทำให้ประเทศเข้มแข็ง เป็นต้น และกลบประเด็นเรื่องการกระจายรายได้และสวัสดิการสังคม

ที่สำคัญที่สุดแม้คนอเมริกันจะให้ความสำคัญกับความเป็นปัจเจกชนสูง การช่วยตัวเองมากกว่าการพึ่งพารัฐแต่กลุ่มคนที่เป็นผู้ก่อร่างหรือ Founding Fathers ประธานาธิบดี นักกฎหมายในศาลสูงสุด สมาชิกวุฒิสภาล้วนเป็นคนรวย เป็นผู้ที่มีทรัพย์สิน มีทาสไว้ในครอบครอง เมื่อมาตั้งรกรากในอเมริกาที่มีที่ดินเหลือเฟือ ไม่มีอิทธิพลศักดินาจากยุโรปในอดีต ทำให้ชนชั้นนำเชื่อและปลูกฝังค่านิยมผ่านระบบการศึกษาในโรงเรียน ในการทำงานของคนงานในบริษัทในเรื่องความไม่จำเป็นในการแทรกแซงของรัฐ รัฐต้องไม่เก็บภาษีที่ไม่จำเป็นหรือมากจนเกินไป ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อรัฐสวัสดิการ เช่น ศาลสูงไม่ยอมให้รัฐบาลกลางเก็บภาษีเงินได้โดยอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญในปี 1895 อเมริกาต้องใช้เวลาอีกสามสิบปีเพื่อจะมีภาษีเงินได้ ซึ่งก็เก็บในอัตราที่ต่ำมากและเก็บเฉพาะคนรวย

แต่ของยุโรปนั้นตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองทั้งโครงสร้างและรูปแบบทำให้คนจน คนกลุ่มน้อย ชนชั้นแรงงานและชนชั้นกลางต่อสู้จนสามารถสร้างเอกภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวกันจนฝ่ายทุนนายจ้างและรัฐบาลต้องยอมจำนนต่อการกระจายรายได้และการก่อตัวที่เข้มข้นของรัฐสวัสดิการ การที่อเมริกาไม่มีพรรคแรงงาน พรรคสังคมนิยมหรือพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีพลังมากพอที่จะเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายของรัฐนั้นบอกอะไรที่สำคัญมากสำหรับความแตกต่างระหว่างยุโรปและอเมริกา American Exceptionalism มีอยู่ทั้งๆ ที่อเมริกาก็มีความขัดแย้งรุนแรง (สงครามกลางเมืองระหว่างเหนือกับใต้ที่คนอเมริกันตายไปหกแสนคน แรงงานมีการ Strike ที่รุนแรงบ่อยครั้ง มีคนตายระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้น) อเมริกาไม่เคยถูกรุกรานทำสงครามภายในประเทศตนเองหรือแพ้สงครามเหมือนที่ประเทศในยุโรปทำสงครามกัน ไม่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เปลี่ยนระบบการเมืองเหมือนที่พบในยุโรป

ในทางการเมือง สถาบันของอเมริกามีเสถียรภาพและความต่อเนื่องรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขก็จริงแต่ไม่เหมือนกับประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป ยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สองตั้งแต่ 1945 เป็นต้นมา ที่เมื่อประเทศแพ้สงครามของเดิมๆ ทั้งพรมแดนรัฐธรรมนูญพังทลายและถูกฉีกทิ้งหมดมีการเขียนขึ้นใหม่จึงเป็นการสร้างสถาบันขึ้นมาใหม่ รากเหง้าของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนี้มีความต่อเนื่องมาในประวัติศาสตร์ เช่น ในศตวรรษที่ 19 สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน หรือผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ก็ล่มสลาย เช่น รัสเซีย เยอรมัน ออสเตรีย (Habsburg) ตุรกี (Ottoman) ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ ประเทศที่แพ้สงคราม สังคมและทหารจะอ่อนแอทหารไม่สามารถเป็นกลไกของรัฐในการปราบพวกต่อต้าน หรือการ Strike ของแรงงาน และของฝ่ายสังคมนิยม ประเทศล่อแหลมหรือเปราะบางต่อการปฏิวัติ

ในที่สุดรัฐบาลต้องยอมจำนน การที่ยุโรปส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีพื้นที่เล็ก (เปรียบเทียบเบลเยียมกับอเมริกา) ผลกระทบของการลุกฮือต่อต้านหรือการStrike ที่จะมีต่อรัฐบาลกลาง จะมีมากกว่ากรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่มาก (เช่น Strike ที่นิวยอร์กหรือแคลิฟอร์เนียไม่มีผลกระทบมาที่วอชิงตัน หรือถ้ามาก็ยังมีทหารคอยปกป้อง) ทหารอเมริกันจึงมีความเป็นมืออาชีพสูง ทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาลและธุรกิจเมื่อมีการต่อต้านและมีความรุนแรงอเมริกาไม่เคยแพ้สงครามในประเทศ มีกองทัพที่เข้มแข็ง เชื่อฟังรัฐบาลพลเรือน

รัฐบาลอเมริกันในอดีตจึงเป็น Strong state ไม่ยอมจำนนต่อขบวนการแรงงานและการก่อตัวของสังคมนิยมรัฐสวัสดิการแบบยุโรปจึงไม่เกิดในอเมริกาในครั้งต่อไปเราจะมาดูว่าระบบเลือกตั้งศาลสูงเป็นอุปสรรคอย่างไรต่อรัฐสวัสดิการ