วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อาหารเกษตรอินทรีย์'วิถีชีวิตใหม่ของคนอินเดีย

อินเดียเป็นประเทศผู้ผลิตพืชผลการเกษตรในระดับที่พอเพียงเลี้ยงตัวเองได้โดยเฉพาะพืชผลการเกษตรที่เป็นอาหาร

ซึ่งอินเดียสามารถผลิตได้มากมายมหาศาลถึงขนาดว่ากินครึ่งทิ้งครึ่งก็ยังเหลือเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะว่าปัจจุบันพืชผลการเกษตรของอินเดียต้องสูญเสียไประหว่างทางหลังจากการเก็บเกี่ยวไปจนถึงมือผู้บริโภคประมาณร้อยละ 40-50 เลยทีเดียว ที่เป็นอย่างนี้เพราะอินเดียยังมีปัญหาหลายเรื่องตั้งแต่ การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว (Post-Harvesting Management) ที่เกษตรกรยังขาดความรู้เกี่ยวกับการบรรจุภัณฑ์ที่จะป้องกันรักษาพืชผลการเกษตรและขาดแคลนสถานที่เก็บรักษาพืชผลการเกษตรที่ได้มาตรฐาน พอพ้นจากไร่นาก็ต้องพบกับปัญหาด้านการขนส่ง เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนนหนทางที่ยังมีสภาพไม่ดีทำให้พืชผลการเกษตรต้องเสียหายไประหว่างการขนส่งอีกจำนวนไม่น้อย และเมื่อขนส่งถึงจุดหมายปลายทางก็ยังเจอปัญหาระบบห้องเย็นไม่เพียงพออีก และนี่คือคำตอบว่าทำไมพืชผลการเกษตรของอินเดียจึงเสียหายและสูญหายไประหว่างทางประมาณครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากปัญหาเรื่องความสูญเสียระหว่างทางของพืชผักผลไม้ของอินเดียแล้ว ปรากฏว่าส่วนที่เหลือรอดมาประมาณครึ่งหนึ่งที่คนอินเดียนำมาบริโภคกันก็ยังมีปัญหาอื่นที่สำคัญตามมาอีกคือ พืชผักผลไม้เหล่านี้มีการปนเปื้อนสารเคมีซึ่งตกค้างมาจากการใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย โดยสารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้ตกค้างอยู่ในพืชผักผลไม้ในระดับสูงเกินกว่าที่กฎหมายของอินเดียกำหนดอยู่มาก

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้วหนังสือพิมพ์ The Times of Indiaซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอินเดียได้ลงข่าวเรื่องนี้อย่างสยองขวัญเลยทีเดียวเนื่องจากมีการสำรวจพืชผักผลไม้และพบว่ามีสารเคมีตกค้างอยู่ในระดับสูงเกินกว่าที่กฎหมายของอินเดียกำหนดไว้แบบคาดไม่ถึงจริงๆ เพราะที่ผ่านมาผมก็มโนไปเองว่าที่อินเดียคงจะปลูกพืชผักผลไม้กันแบบธรรมชาติและคงไม่ค่อยได้ใช้สารเคมี แต่ที่ไหนได้เมื่อได้เห็นรายงานของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวก็ถึงกับอึ้งไปเลยเพราะพืชผักผลไม้หลักๆ ที่รับประทานกันอยู่มีสารเคมีตกค้างอยู่ในระดับสูงมากๆ

ยกตัวอย่างเช่น กะหล่ำปลี กฎหมายกำหนดให้มีสาร Cypermethrinตกค้างอยู่ได้ไม่เกิน 3.91 ส่วนจาก 1 ล้านส่วน แต่จากการสำรวจพบว่าตกค้างอยู่ถึง 95.5 ส่วนจาก 1 ล้านส่วน หรืออย่างมะเขือม่วง กฎหมายกำหนดให้มีสาร Heptachlor ตกค้างอยู่ได้ไม่เกิน 0.48 ส่วนจาก 1 ล้านส่วน แต่จากการสำรวจพบว่าตกค้างอยู่ถึง 860 ส่วนจาก 1 ล้านส่วน แต่ที่ช็อคซีนีม่าไปเลยก็คือ ข้าว ที่กฎหมายกำหนดให้มีสาร Chlorfenvinfosตกค้างอยู่ได้ไม่เกิน 0.36 ส่วนจาก 1 ล้านส่วน แต่จากการสำรวจพบว่าตกค้างอยู่ถึง 1,324 ส่วนจาก 1 ล้านส่วนเลยทีเดียวก็เลยถึงบางอ้อว่าทำไมตอนนี้คนอินเดียรุ่นใหม่จึงเริ่มหันมาให้ความสนใจอาหารเกษตรอินทรีย์ (Organic Food) กันอย่างจริงจัง

และก็เป็นสูตรตายตัวสำหรับตลาดอินเดียยุคใหม่ที่คนอินเดียรุ่นใหม่จะมีพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไปตามกระแสแนวโน้มของโลกที่ทันสมัยมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่คนอินเดียปัจจุบันมีรายได้ที่จับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น มีการขยายตัวของเมืองมากขึ้น มีการเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากต่างประเทศได้มากขึ้นด้วยเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ คนอินเดียรุ่นใหม่เริ่มคำนึงถึงความสำคัญของสุขภาพมากขึ้นและหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและแนวโน้มที่มาแรงในขณะนี้ก็คือ ความนิยมบริโภคอาหารเกษตรอินทรีย์นั่นเอง

นอกจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าวแล้วข้างต้น คนอินเดียรุ่นใหม่เองก็มีเหตุผลที่หันมาให้ความสำคัญกับอาหารเกษตรอินทรีย์มากขึ้น คือ

๐ อาหารเกษตรอินทรีย์จะช่วยคุ้มครองเยาวชนรุ่นใหม่ในอนาคตให้ปลอดภัยมากขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่าโดยเฉลี่ยเด็กจะมีโอกาสได้รับยาฆ่าแมลงที่เป็นสารก่อมะเร็งมากกว่าผู้ใหญ่ถึง 4 เท่า ดังนั้น ถ้าทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นก็จะเป็นการลดความเสี่ยงสำหรับเยาวชนในอนาคตได้เพราะอาหารเกษตรอินทรีย์จะปลอดจากสารพิษและสารเคมีต่างๆ ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าเกษตรกรมีการใช้สารเคมีมากกว่า 400 ชนิดในการเพาะปลูกตามปกติ

๐ อาหารเกษตรอินทรีย์มีระดับของสารไนเตรทน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพืชผักผลไม้ที่ปลูกด้วยการใส่ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ สารไนเตรทมีผลเสียต่อร่างกายมนุษย์โดยไปทำลายความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนในกระแสเลือดและยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย

๐ อาหารเกษตรอินทรีย์ให้สารอาหาร วิตามิน และเกลือแร่มากกว่าพืชผักผลไม้ที่ปลูกด้วยการใส่ปุ๋ยเคมี และมีรสชาติดีกว่าอีกด้วย

ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้นจึงทำให้อาหารเกษตรอินทรีย์ในอินเดียได้รับความนิยมมากขึ้น แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าพืชผักผลไม้ที่ปลูกตามปกติก็ตาม โดยในปีงบประมาณ 2014-15 (1 เมษายน 2014 - 31 มีนาคม 2015) คาดว่าตลาดอาหารเกษตรอินทรีย์ในอินเดียจะมีขนาดประมาณ 2,100 ล้านรูปี (ประมาณ 1,050 ล้านบาท) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีจนถึงปีงบประมาณ 2017-18 ถึงร้อยละ 45 ซึ่งจะทำให้ขนาดตลาดอาหารเกษตรอินทรีย์ในอินเดียเติบโตเป็น 6,400 ล้านรูปีในปีงบประมาณ 2017-18 เลย

สำหรับในปีงบประมาณ 2014-15 ซึ่งตลาดอาหารเกษตรอินทรีย์ของอินเดียมีขนาด 2,100 ล้านรูปีนั้น พืชผักผลไม้ที่เป็นอาหารเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเป็นพืชประเภทถั่วและเมล็ดพืชต่างๆ มีมูลค่า 620 ล้านรูปีหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของอาหารเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด รองลงมาคือ เครื่องเทศ มูลค่า 280 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.3 ชา มูลค่า 220 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.5 แป้ง มูลค่า 200 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9.5 ข้าว มูลค่า 180 ล้านรูปี คิดเป็นร้อยละ 8.6 ตามลำดับ ส่วนสินค้าอาหารเกษตรอินทรีย์อื่นๆ เช่น ซีเรียล ผลไม้แห้ง อาหารว่าง สารให้ความหวาน และอื่นๆ ยังมีมูลค่าไม่มากนัก

ในแง่ผู้เล่นรายสำคัญในตลาดอาหารเกษตรอินทรีย์ของอินเดียในปัจจุบันยังมีไม่มากรายนัก โดยผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดคือ แบรนด์ Organic India มียอดขายในปีงบประมาณ 2014-15 ด้วยมูลค่า 510 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.3 รองลงมาคือ Fabindia มียอดขาย 340 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.2 ตามติดมาด้วยแบรนด์ 24 Mantra มียอดขาย 320 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.2 และ Down to Earth มียอดขาย 220 ล้านรูปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.5 ซึ่งเฉพาะ 4 แบรนด์หลักนี้ก็มีส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 66.2 แล้ว ส่วนผู้เล่นรายที่เหลือ ได้แก่ Tatva, Pro Nature, Sanjivni, Nourish, Divine และ Conscious มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละประมาณ 3-4 ต่อราย รวมกันทั้งหมดร้อยละ 21.9 นอกจากนั้นที่เหลือก็จะเป็นรายเล็กรายน้อยมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณร้อยละ 11.9

ดูจากมูลค่าตลาดแล้วอาจจะเห็นว่าตลาดอาหารเกษตรอินทรีย์ในอินเดียยังไม่ใหญ่เท่าใดนักเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 1.2 พันล้านคน แต่ถ้าดูจากอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของตลาดจนถึงปีงบประมาณ 2017-18 ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 45 ต่อปีแล้ว ก็ต้องถือว่าตลาดมีศักยภาพอย่างมากชนิดที่ละสายตาไม่ได้กันเลยทีเดียว ที่สำคัญคือ แม้ว่าคนอินเดียจะเริ่มตื่นตัวหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น แต่ในภาคการผลิตของอินเดียเองยังถือว่าเพิ่งจะเริ่มต้นและยังไม่เป็นระบบมากนัก รวมทั้งยังประสบปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

นี่จึงถือเป็นโอกาสดีๆ อีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในปีใหม่นี้ครับ