ฉบับที่แล้วเราพูดกันถึงคดีพิพาทของโรงแรมดิเอทัส แบงค์คอค ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี
(ได้แก่ ผู้อำนวยการเขตปทุมวันและผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร) ใช้อำนาจตามมาตรา 40 ถึงมาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคารดำเนินการกับผู้พัฒนาโครงการทั้ง 2 รายภายใน 60 วันนับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด วันนี้เรามาศึกษาร่วมกันต่อค่ะว่า มาตรา 40 ถึงมาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคารคืออะไร และผู้พัฒนาโครงการจะเรียกร้องอะไรจากรัฐได้บ้างหรือไม่ค่ะ
มาตรา 40 ของกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้โดยสรุปว่า กรณีที่มีการก่อสร้างอาคารฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคารเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้ระงับการกระทำดังกล่าว และมีคำสั่งห้ามใช้และเข้าไปในอาคารดังกล่าว และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาออกคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 (แล้วแต่กรณี) ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยในกรณีของโรงแรมดิเอทัส แบงค์คอค ต้องออกคำสั่งภายใน 60 วันนับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา (คือวันที่ 2 ธ.ค.2557)
มาตรา 41 ของกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้โดยสรุปว่า ถ้าการกระทำผิดตามกฎหมายควบคุมอาคารเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งให้เจ้าของอาคารแก้ไขเปลี่ยนแปลงภายในเวลาที่กำหนดโดยต้องให้เวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งประเด็นนี้ ผู้เขียนขอเสริมว่า กรณีที่จะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเป็นกรณีที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันด้วย
มาตรา 42 ของกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้โดยสรุปว่า ถ้าการกระทำผิดตามกฎหมายควบคุมอาคารเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเจ้าของอาคารไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามคำสั่งในมาตรา 41 ข้างต้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนอาคารได้ทั้งหมดหรือบางส่วนได้ภายในเวลาที่กำหนดโดยต้องให้เวลาแก้ไขไม่น้อยกว่า 30 วัน และให้รื้อถอนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายควบคุมอาคารกำหนด
มาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดไว้โดยสรุปว่า ถ้าเจ้าของอาคารไม่รื้อถอนอาคารตามคำสั่งในมาตรา 42 ข้างต้น เจ้าพนักงานท้องถิ่นอาจขอคำสั่งศาลให้มีคำสั่งจับกุมและกักขังเจ้าของอาคารได้ และดำเนินการรื้อถอนอาคารเอง โดยเจ้าของอาคารต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยเจ้าของอาคารจะมาเรียกร้องค่าเสียหายจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นไม่ได้
จากหลักการของกฎหมายตามมาตรา 40 ถึงมาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคารข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่าผู้พัฒนาโครงการคงหนีไม่พ้นที่จะต้องรื้อถอนอาคาร แต่จะทั้งหมดหรือบางส่วนก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานี้
เมื่อศึกษากันมาถึงตรงจุดนี้ จะเห็นได้ว่า ผู้พัฒนาโครงการน่าจะได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดค่อนข้างมาก เพราะอาคารโครงการได้ก่อสร้างและพัฒนามาจนกระทั่งเปิดให้บริการแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อค่ะว่า ผู้พัฒนาโครงการจะสามารถเรียกร้องความเสียหายใด ๆ จากรัฐได้บ้างหรือไม่
หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาแล้ว ผู้เขียนเข้าใจว่า บริษัท ลาภประทาน จำกัด ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานเขตปทุมวันสอบถามถึงเรื่องความกว้างของถนนในซอยร่วมฤดีแล้ว โดยสำนักงานเขตปทุมวันก็ได้มีหนังสือยืนยันว่าความกว้างของถนนในซอยร่วมฤดีมีความกว้าง 10 เมตร โดยใช้หลักฐานเป็นทะเบียนข้อมูลถนน ตรอก ซอย ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2547 ก็น่าจะเป็นที่เชื่อถือได้ว่าผู้พัฒนาโครงการสามารถสร้างอาคารสูง 18 ชั้น และ 24 ชั้นได้
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในชั้นศาลว่า มีประกาศของกรุงเทพมหานคร เรื่อง ลงทะเบียนทางหลวงเทศบาล ที่ออกเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยระบุความกว้างของถนนร่วมฤดีน้อยกว่า 10 เมตร ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับทะเบียนข้อมูลถนน ตรอก ซอย ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดทำขึ้นในปี พ.ศ. 2547 ที่ระบุว่ามีความกว้างของถนนในซอยร่วมฤดี 10 เมตร หากแต่สำนักงานเขตปทุมวันก็ใช้หลักฐานทะเบียนข้อมูลถนน ตรอก ซอย ในกรุงเทพมหานคร เป็นฐานในการตอบหนังสือหารือของบริษัท ลาภประทาน จำกัด โดยศาลปกครองเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงเรื่องความกว้างของถนนยังไม่ได้ข้อยุติเนื่องจากมีข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ตามมาตรา 39 ของกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ โดยต้องไม่ผูกพันกับคำขอหรือพยานหลักฐานของคู่กรณี และต้องมีการแสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องรวมถึงการออกไปตรวจพื้นที่ แต่สำนักงานเขตปทุมวันไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว
จากข้อเท็จจริงนี้ผู้เขียนเห็นว่า ในเบื้องต้นผู้พัฒนาโครงการได้ดำเนินการโดยรอบคอบแล้ว โดยการทำหนังสือหารือไปที่สำนักงานเขตปทุมวันตามที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น การก่อสร้างและพัฒนาโครงการของผู้พัฒนาโครงการจึงทำไปโดยเข้าใจโดยสุจริตว่าตนสามารถดำเนินการได้โดยอาศัยการยืนยันจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับได้รับหนังสือแจ้งการก่อสร้างให้สามารถก่อสร้างอาคารได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผู้พัฒนาโครงการก็สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเอากับหน่วยงานของรัฐได้ตามมาตรา 5 ของกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ โดยต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปีนับจากวันที่ผู้พัฒนาโครงการได้รู้ถึงตัวผู้ทำละเมิด (นับจากวันที่ 2 ธันวาคม 2557 ซึ่งเป็นวันที่ศาลอ่านคำพิพากษา)
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตค่ะว่า ค่าเสียหายที่ผู้พัฒนาโครงการสามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่นี้ เป็นคนละกรณีกับกรณีที่มาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดว่า หากเจ้าพนักงานท้องถิ่นรื้อถอนอาคารเองผู้พัฒนาโครงการไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะมาตรา 43 ของกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งเป็นคนละกรณีกับที่ผู้พัฒนาโครงการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่หน่วยงานของรัฐทำละเมิด โดยการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารที่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายควบคุมอาคาร
สุดท้ายนี้ จากคดีที่เกิดขึ้นกับโรงแรมดิเอทัส แบงค์คอค ผู้เขียนเห็นว่า เป็นความสูญเสียของทุกฝ่าย ซึ่งต่อไปผู้เขียนก็หวังว่า คดีพิพาทที่เกิดขึ้นกับโรงแรมดิเอทัส แบงค์คอคนี้จะเป็นแนวบรรทัดฐานให้หน่วยงานของรัฐใช้ความละเอียดรอบคอบให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อลดการสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉกเช่นเดียวกับคดีที่เกิดขึ้นกับโรงแรมดิเอทัส แบงค์คอคนะคะ









