วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุทาหรณ์สินบนยุบ ทรท. สังคมไทยเกลียดโกงจริงหรือ?

ผ่านไปอย่างเงียบงันเหมือนข่าวรายวันทั่วไป สำหรับคำพิพากษาคดีติดสินบน “ตุลาการรัฐธรรมนูญ”

ในคดียุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งศาลอาญาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาไปเมื่อ 24 ธ.ค.

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 49 จำเลยคือ พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตผู้กำกับการ สภ.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม ถูกกล่าวหาว่าไปเสนอสินบนเป็นเงิน 15 ล้าน และ 30 ล้านบาทให้กับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ รองประธานศาลฎีกา (ในขณะนั้น) ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ หนึ่งในองค์คณะที่ตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และประชาธิปัตย์ (ปชป.)

พฤติการณ์แห่งคดีและข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลยนับว่าน่าสนใจ กล่าวคือ พ.ต.อ.ชาญชัย ไปหาเพื่อเข้าพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ อย่างน้อย 2 ครั้ง แล้วขอร้องให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับคดียุบพรรค ทรท. (ซึ่งต่อมาศาลมีคำวินิจฉัยเมื่อปลายเดือน พ.ค.50 ให้ยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คน) โดยเสนอเงินให้ 15 ล้านบาทในครั้งแรก และเพิ่มเป็น 30 ล้านบาทในครั้งที่ 2

โดยครั้งหลังเป็นการไปหาถึงบ้าน!

จำเลยอ้างว่าที่ต้องทำแบบนั้นเพราะเป็นหนี้บุญคุณของ “คุณหญิง” คนหนึ่ง (ซึ่งออกชื่อไปก็รู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมือง) แต่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ปฏิเสธ ไม่ยอมรับสินบน และทำบันทึกถึงประธานศาลฎีกา กระทั่งกลายเป็นคดีความฟ้องร้องกัน

โดยทั้ง ม.ล.ไกรฤกษ์ กับ พ.ต.อ.ชาญชัย เป็นเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนนิติศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาชื่อดังด้วยกัน คดีนี้จึงเป็นคดีตัวอย่างที่ฝ่ากระแสอันเชี่ยวกรากของ “สังคมอุปถัมภ์” และบ้านเมืองที่มีแต่ “เส้นสาย-พวกพ้องเพื่อนฝูง” อย่างดิ่งลึกของบ้านเรา

จำเลยสู้คดีว่าไปขอพบ ม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อเยี่ยมเยียนตามประสาเพื่อนเก่า ส่วนเรื่องเงินที่พูดขึ้นนั้น เป็นการ “พูดเล่น” จากข่าวคราวสินบนที่ปรากฏในช่วงนั้น

อย่างไรก็ดี ศาลไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของจำเลย เพราะพบหลักฐานว่าตลอดนับสิบปีที่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในศาลยุติธรรม ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยไปเยี่ยมเยียนหรือแสดงความยินดี พูดง่ายๆ คือไม่เคยพบปะเจอะเจอพูดคุยกันมานานแล้ว ฉะนั้นจู่ๆ จะคิดไปเยี่ยมด้วยความคิดถึงคงไม่น่าเชื่อ

ส่วนการเสนอเงินสินบนที่อ้างว่า “พูดเล่น” นั้น ศาลไม่เชื่อเช่นกัน เพราะมีการเสนอซ้ำถึง 2 ครั้งใน 2 โอกาสที่ได้พบกัน ถ้าพูดเล่น เสนอครั้งแรกแล้ว ม.ล.ไกรฤกษ์ ไม่รับ ซ้ำยังโกรธ ย่อมเป็นธรรมดาที่ในครั้งที่ 2 ไม่ควรเสนออีก

ขณะที่ข้อต่อสู้ที่บอกว่าพูดเล่นตามที่มีข่าวในช่วงนั้น ย้อนดูแล้วในช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีข่าวสินบนตุลาการ เพราะข่าวมาปรากฏหลังจากตัดสินคดีแล้วในปีถัดมา

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปีไม่มีรอลงอาญา!

ประเด็นตกค้างที่สังคมไทยต้องขบคิดกันต่อไป คือ

1.เราจะปล่อยให้คดีนี้ผ่านไป จบไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ จำเลยก็ยื่นอุทธรณ์ ต่อด้วยฎีกา อีก 6-7 ปีศาลฎีกาพิพากษา หากตัดสินจำคุก จำเลยก็หนีไปไหนต่อไหนแล้ว เหมือนคดีทุจริตอื่นๆ อีกหลายคดีที่ผ่านมาที่จับกุมคุมขังผู้กระทำไม่เคยได้

2.จริงหรือที่การพยายามติดสินบนตุลาการมีเพียง 1 คนจากองค์คณะทั้งหมด 9 คน ถ้าไม่เชื่อว่าจริง จะทำอย่างไรกันต่อไป

3.“คุณหญิง” ที่ถูกพูดถึงนำสำนวนคดีคือใคร เกี่ยวพันกับใคร และพรรคการเมืองใด คนเหล่านี้ พรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ สมควรอยู่ในสนามการเมืองไทยยุคปฏิรูปต่อไปอีกหรือไม่

4.มาตรการทางสังคมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวบุคคลและพรรคการเมือง ต้องทำอะไรกันบ้างหรือไม่

คดีลักษณะนี้ ซ้ำยังเชื่อมโยงกับการเมืองระดับประเทศ เข้าใจว่าถ้าเป็นประเทศที่มีจิตสำนึกต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างสูง ผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะไม่ได้ผุดได้เกิดทางการเมืองไปแล้ว แต่ประเทศไทยและสังคมไทยยังเฉยๆ

หนำซ้ำกลุ่มการเมืองเดียวกันยังเคยไปทำถุงขนมใส่เงินสดๆ 2 ล้านบาทตกที่อาคารศาลฎีกาจนเป็นที่เกรียวกราว แต่พอเป็นคดีความขึ้นมา อัยการกลับสั่งไม่ฟ้อง

อุทาหรณ์แห่งคดีสินบนศาลจะสะท้อนว่าสังคมไทยเกลียดการโกงจริงหรือไม่ ถ้ายังปล่อยให้ผ่านไปอย่างเงียบงันก็ป่วยการปฏิรูป

เขียนรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งซื้อเสียงกันได้อย่างเสรี ใครทุ่มเงินมากกว่าชนะ หรือไม่ก็ใช้เส้นสาย ไม่ต้องมีธรรมาภิบาลกันไปเลยดีกว่าไหม?