พลันที่การเลือกตั้งเมื่อกลางเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ในประเทศญี่ปุ่นเสร็จสิ้นลงด้วยชัยชนะของ นายชินโซ อาเบะ
พรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลยังคงครองเสียงข้างมากในสภาฯไว้ได้
กำหนดการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ถูกกำหนดขึ้นคร่าวๆ ว่าจะมีขึ้นในเดือน ก.พ.ที่จะถึงนี้
ระหว่างนี้คณะทำงานของกระทรวงต่างประเทศทั้งสองประเทศ กำลังทำงานร่วมกันในการกำหนดรายละเอียด ในการพูดคุยระหว่างรัฐบาลสองประเทศ เป็นที่คาดหมายว่าในการเดินทางไปญี่ปุ่นของพล.อ.ประยุทธ์และคณะในครั้งนี้ จะมีการหยิบยกประเด็นความร่วมมือ ในการพัฒนาเส้นทางรถไฟในประเทศไทยเพิ่มเติม ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ไทยกับจีนได้มีการลงนาม MOU ในการพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟทางคู่ขนาดมาตรฐาน 1.435 เมตรเส้นทางหนองคาย-โคราช-แก่งคอย-ท่าเรือมาบตาพุด และช่วงแก่งคอย-กรุงเทพฯ ไปก่อนหน้านี้
รวมทั้งได้รับการยืนยันจากพล.อ.ประยุทธ์ หลังจากกลับจากเยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการว่ารถไฟทางคู่ที่ลงนามกับจีน จะได้ก่อสร้างในรัฐบาลนี้อย่างแน่นอน
“การเซ็นความร่วมมือในครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เซ็นแล้วได้สร้าง ผมคุยกับทางจีนแล้วจะลงทุนร่วมกัน แล้วแบ่งปันผลประโยชน์ก็ได้ แต่ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายบริหารโครงการ”
เป็นที่เปิดเผยในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ที่เพิ่งจบลงไป โดยอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคมบอกว่าญี่ปุ่นแสดงความสนใจที่จะเข้ามาร่วมศึกษาและลงทุนรถไฟ 3 เส้นทางได้แก่ เส้นทางพุน้ำร้อน กาญจนบุรี-ระยอง เส้นทางแม่สอด จ.ตาก-มุกดาหาร และเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่
คนในกระทรวงคมนาคมกระซิบว่าเส้นทางกรุงเทพ - เชียงใหม่ จีนก็ให้ความสนใจเช่นกันเนื่องจากเชื่อมต่อไปยังเชียงของ จ.เชียงราย และเชื่อมต่อไปยังเมืองคุนหมิงทางตอนใต้ของจีนได้อีกเส้นทางหนึ่ง
ขณะที่เส้นทางรถไฟที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจ เป็นเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East -west economic corridor) ซึ่งเป็นเส้นทางการพัฒนาตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่น มีข้อมูลอยู่พอสมควรจากการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่มีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในกลุ่มภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะเส้นทางกาญจนบุรี - ระยอง ที่จะเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม 2 แห่งบริเวณอีสเทิร์นซีบอร์ดและท่าเรือน้ำลึกฯทวาย
ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ญี่ปุ่นให้ความสนใจมาตลอดตั้งแต่มีการศึกษาเส้นทางโครงการรถไฟความเร็วสูงในรัฐบาลก่อน
ต่อจากนี้บทบาทของจีนในอาเซียนและในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในแผนการขยายเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ที่จะเปิดทางออกสู่ทะเลมากขึ้นล่าสุดในที่ประชุม GMS จีนก็ประกาศให้การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเบื้องต้น 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และประเทศต่างๆ สามารถขอการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนเส้นทางสายไหมที่จีนลงขันก่อตั้งกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นที่คาดหมายว่าเมื่อการจัดตั้งธนาคารโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (AIIB) แล้วเสร็จ ก็จะเข้ามามีบทบาทในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคนี้มากขึ้น
น่าสนใจว่าประเทศไทยจะรักษาดุลยภาพแห่งความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับสองประเทศนี้ไว้อย่างไร หากเจรจาเรื่อง “รถไฟ” เป็นไปด้วยความราบรื่นบนผลประโยชน์ที่ไทย -ญี่ปุ่น-จีนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นที่พอใจไม่ว่าจากทางมุมมองของ “ปักกิ่ง” หรือ “โตเกียว” โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกว่าเป็นความสำเร็จในแบบฉบับ “การทูตว่าด้วยรถไฟ” ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์






