วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระบบเลือกตั้ง...ควรฟังรากหญ้า

เคาะแล้ว! สำหรับระบบการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ที่เรียกด้วยศัพท์แสงทางรัฐศาสตร์หรูๆ

ว่า "กระบวนการเข้าสู่อำนาจการเมือง" ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) สรุปออกมาในเบื้องต้นหลังรับฟังความเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

O ได้ยิน ได้ฟังข่าว และอ่านรายละเอียดแล้วก็งงๆ เพราะแทบไม่เห็นเค้าข้อเสนอแนะที่ สปช.ส่งให้เลย เหมือนเป็นสูตรที่คิดมาล่วงหน้าล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งแบบเยอรมัน และการเปิดทางให้มี "นายกฯคนนอก" หมายถึงนายกรัฐมนตรีที่ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส.

O งานนี้จะปฏิเสธยังไงก็เชื่อยาก เพราะเหตุผลว่าด้วยการปรับปรุงระบบการเลือกตั้งเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริงนั้น มันมีคนเสียประโยชน์ และมีบางคนบางพรรคได้ประโยชน์ ที่สำคัญคือมันเป็นความเห็นพ้องของคนส่วนใหญ่ในสังคมจริงหรือไม่ เพราะแค่ สปช.โดย กมธ.ปฏิรูปการเมืองที่นำเสนอเรื่องระบบการเลือกตั้ง ก็ยังเป็นคนละเรื่องกับที่ กมธ.ยกร่างฯ สรุปในวันนี้

O ล่าสุดจึงปรากฏรอยร้าวบนแก้วบางๆ ของกลุ่มคนที่อาสาทำงานเพื่อชาติหลังการรัฐประหาร

O จะว่าไปเสียงจากชาวบ้านร้านตลาด โดยเฉพาะนอกเขตเมืองหลวง เขาพูดแทบจะเสียงเดียวกันว่า ระบบเลือกตั้งมันไม่ได้มีปัญหา กลไกการตรวจสอบทุจริต (ทั้งเลือกตั้งและการบริหารราชการแผ่นดิน) ก็ยังดีอยู่ ปัญหามันอยู่ที่ตัวบุคคลในการบังคับใช้กฎหมายขัดสายตาคนจำนวนมาก และพวกไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งมากกว่า

O เสียงจากชาวรากหญ้าบอกว่า ขอให้คนที่ประชาชนเลือกทำงานได้ตลอดรอดฝั่งสักสมัยสองสมัยได้ไหม ให้ประชาชนได้เรียนรู้เองว่าไอ้นี่ประชานิยมเลวร้าย ไอ้นั่นมันขายชาติ เพราะนั่นคือการแก้ไขปัญหาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ต้องส่ง "อำนาจพิเศษ" เป็นดั่งอัศวินเข้ามาคิดแทนประชาชน เพราะสุดท้ายก็ขนเอานโยบายบางส่วนของคนที่ตนบอกว่า "เลว" มาใช้ไม่ต่างกัน

O สถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ อยากให้คนที่คิดดี ทำดี หวังดีต่อบ้านเมือง ได้มองปัญหาแบบยึดโยงกับความจริง ดังเช่นข้อเสนอแนะเรื่อง "ปฏิรูปงบประชานิยม" ที่สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้นำเสนอ (อ่านรายละเอียดในรายงานพิเศษทางขวามือ)

O ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สถาบันอนาคตไทยศึกษามองว่า "ประชานิยม" ไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมด แต่ยังมีข้อดี และนักการเมืองก็ไม่มีวันเลิก เพราะเป็นช่องทางการหาคะแนนนิยม ฉะนั้นแทนที่จะเลิกหรือสาปส่ง (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) ก็ควรหากลไกหรือกติกาควบคุมนโยบายประชานิยมเหล่านั้นไม่ให้สร้างปัญหาจะดีกว่า

O ดังเช่นนิยาม "ประชานิยม" ที่สถาบันอนาคตไทยศึกษาหยิบยกขึ้นมาอธิบาย ที่บอกว่า ประชานิยมคือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้นักการเมืองได้มาและรักษาไว้ซึ่งอำนาจ ด้วยการใช้นโยบายด้านเศรษฐกิจหรือสังคมเป็นเครื่องมือ ซึ่งมักจะกระตุ้นความต้องการเกินกว่าสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ได้รับประโยชน์ ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก นำมาซึ่งการขาดดุลงบประมาณ อีกทั้งมาตรการที่ใช้มักจะเป็นการคุ้มครองบางอุตสาหกรรมมากกว่าปล่อยให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และในอนาคตอาจจะนำมาซึ่งวิกฤติทางเศรษฐกิจ

O แต่นโยบายประชานิยมก็มีลักษณะคาบเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมด้วย ฉะนั้นถ้านโยบายใดมีลักษณะการให้ประโยชน์แก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างชัดเจน และผลของนโยบายเกิดขึ้นในระยะสั้น จะนับว่านโยบายนั้นเป็น "ประชานิยม" ในทางกลับกันถ้านโยบายใดมีลักษณะการให้ประโยชน์แก่คนอย่างถ้วนหน้า ประกอบกับสามารถดำเนินนโยบายได้ในระยะยาว จะนับนโยบายนั้นเป็น "สวัสดิการสังคม"