การแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 3 เดือน โดยการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจ
ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาส 4 ขยายตัว 3% และคาดว่าทั้งปี 2557 จีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 1% การที่เศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายสามารถขยายตัวได้ถึง 3% เป็นผลส่วนใหญ่จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึง 8 แสนล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ ทั้งยังได้ปัจจัยหนุนจากการบริโภคภาคครัวเรือนในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในการบริโภคมากขึ้น และการเร่งรัดการออกใบอนุญาต รง.4 ซึ่งรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติใบ รง.4 ให้โรงงานอุตสาหกรรมไปแล้วกว่า 2,957 แห่ง ทำให้เกิดการจ้างงาน 112,000 คน
สำหรับในปี 2558 นั้นคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งปีจะขยายตัวได้ประมาณ 4.5% เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการลงทุนสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในการเบิกจ่ายงบลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งโดยเบื้องต้นในส่วนของการลงโครงการถนนทั้งการสร้างและการซ่อมเส้นทางประมาณ 1 แสนล้านบาท และยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีการประมูลและทำสัญญาในปี 2558 อีกหลายโครงการ
รองนายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจในปี 2558 งบประมาณการลงทุนภาครัฐเกี่ยวกับ โครงการด้านคมนาคมจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีเงินเพิ่มขึ้น 800 - 900 บาทต่อเดือนจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ส่วนปัจจัยเสี่ยงนั้นจับตาดูอยู่หลายเรื่อง หลักๆ คือราคาน้ำมันที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์มีรายได้ลดลง ส่งผลต่อเนื่องที่อาจทำให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง แต่ขอเวลาอีก 2 เดือนจะสามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจนขึ้น
ไม่เพียงไทยเท่านั้่นที่เผชิญและต้องประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมัน เพราะเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นนั้น ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นมองว่าการลดลงของราคาน้ำมันโลก เอื้อประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และจะช่วยเร่งให้เกิดเงินเฟ้อในระยะยาว เพราะแม้ราคาน้ำมันที่ตกต่ำในตลาดโลกฉุดเงินเฟ้อให้ลดลงในประเทศที่เผชิญเงินฝืดมา 15 ปีอย่างญี่ปุ่น แต่จะทำให้ภาคธุรกิจมีกำไรมากขึ้นและเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ สามารถขึ้นค่าแรงได้
สำหรับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐนั้น ประธานธนาคารกลางสหรัฐกล่าวทำนองเดียวกันว่าราคาน้ำมันที่ถูกลง จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินเหลือจากค่าน้ำมันและมีอำนาจในการจับจ่ายมาก คล้ายๆ กับการลดภาษีเพื่อเพิ่มอำนาจการใช้จ่ายนั่นเอง สิ่งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐที่เพิ่งปรับเพิ่มจีดีพีไตรมาส 3 เป็น 5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี ขณะที่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มองในภาพรวมว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.3-0.7% ปีหน้า
ดังนั้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะดำเนินไปอีกระยะหนึ่งตราบใดที่การจัดหายังมีล้นเกินความต้องการนั้น การเร่งผลักดันการเติบโตหรือส่งเสริมการเติบโตในด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป จะสามารถเอื้อประโยชน์แก่ประเทศต่างๆ ในโลก รวมถึงไทยได้ด้วย









